CPANEL เทรดวันแรกบวก 45% UBE ย้ำการเติบโตของบริษัทเพิ่งเริ่มต้น
ภาคธุรกิจในไทยยังเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้มีหุ้น 2 ตัวเข้า IPO พร้อมกัน โดย บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE เปิดการซื้อขายที่ 2.28บาท ลดลง 5% จากราคาจองซื้อ 2.40 บาท และ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL เปิดการซื้อขาย 8.70 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45% จากราคาจองซื้อ 6.00 บาท
คุณ เดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าความเคลื่อนไหวในวันนี้ ราคาหุ้นในวันนี้มองว่า นักลงทุนอาจเห็นชื่อของบริษัท อุบลไบโอเอทานอล อาจจะมีความเข้าใจว่า เราทำแต่เอทานอลอย่างเดียว แต่เรามีธุรกิจที่เติบโตด้วย โดยเฉพาะในธุรกิจอาหารที่มีการเติบโตสูง ดังนั้นอยากให้นักลงทุนศึกษาข้อมูลบริษัท โดยบริษัทมั่นใจว่าจะมีการเติบโตที่ดีในอนาคต
กลยุทธ์การเติบโต บริษัทจะมาจากการนำวัตถุดิบที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ พัฒนาให้เป็นกลุ่มสินค้าที่มีความเจาะจงมากขึ้น ทั้งสเปย์แอลกอฮอล์ และ แป้งฟลาว มันสำปะหลัง ที่มีราคาสูง และในอนาคตจะมุ่งเน้นไปยังสินค้าปลายน้ำมากขึ้น การเติบโตของรายได้กำไรจะเติบโตมากในปีนี้เป็นต้นไป
โดย 6 เดือนที่ผ่านมามีกำไรมากกว่ากำไรทั้งปี 2563 และในปี2565 -2566 บริษัทยังคาดหวังการเติบโตระดับ 20 -30% ต่อปี และเน้นสินค้าที่มีราคาสูงและสินค้าปลายน้ำมากขึ้น นอกจากนี้ยังมองตลาดส่งออกเติบโตได้ดี จากความต้องการสินค้าออแกนิก ที่เพิ่มขึ้น และในอนาคต 5 ปีข้างหน้าเรามีแผนจะขยายธุรกิจอาหารให้เติบโตมากขึ้น และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากอาหาร 70% และเอทานอล 30%
อย่างไรก็ตามบริษัทยังมองหาโอกาสเติบโตใหม่ๆเพิ่มเติมทั้งการเข้าลงทุนหรือ ซื้อกิจการเพื่อต่อยอดในธุรกิจปลายน้ำ และน่าจะเห็นพัฒนาการบริษัทในอนาคตมากขึ้น
หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทฯ วางแผนขยายทั้ง 3 ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเอทานอล ธุรกิจแป้งสำปะหลัง และธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ในปี 2564-2567 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.) การเพิ่มกำลังการผลิตแป้งฟลาวเป็น 300 ตันต่อวัน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ภายในปี 2565
2.) การลงทุนสร้างสายการผลิตสารให้ความหวานออร์แกนิค (Organic Sweetener) เช่น ไซรัป (Syrup) และมอลโทเดกซ์ทริน (Maltodextrin) โดยมีกำลังการผลิต 300 ตัน/วัน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ภายในปี 2565 – 2566
3.) การลงทุนในเครื่องจักรใหม่ต่างๆ เช่น เครื่องโม่หัวมันสำปะหลัง และเครื่องสลัดแป้งมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแป้งมันสำปะหลัง คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ภายในปี 2565 – 2566
4.) การลงทุนขยายกำลังการผลิตเอทานอลเกรดเชื้อเพลิง 40,000 ลิตรต่อวัน ผ่านการทำ De-bottlenecking Capacity คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท ภายในปี 2566 – 2567 และ
5.) การลงทุนในโรงสีเชอร์รี่กาแฟและโรงคั่วกาแฟออร์แกนิค คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ภายในปี 2565
ทั้งนี้ บริษัทฯ วางเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ที่ครบวงจรระดับโลก พร้อมวางกลยุทธ์มุ่งเน้นลงทุนเพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจอาหารระดับโลก (Food Tech) ผ่านการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพชั้นนำของประเทศ โดยจะดำเนินการควบคู่กับธุรกิจพลังงาน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง โดยในช่วง 5 ปีข้างหน้า UBE ตั้งเป้าหมายรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจเอทานอล ด้วยการรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต ขณะที่ธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง บริษัทฯ จะมุ่งเน้นการเติบโตผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค แป้งฟลาว และผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคอื่นที่มีมูลค่าสูง โดยภายใน 5 ปี บริษัทฯ มีแผนเพิ่มสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังและเกษตรอินทรีย์ จากปัจจุบันมีสัดส่วนคิดเป็น 27% เป็น 70% ของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมด ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ของธุรกิจเอทานอล คาดปรับสัดส่วนลดลงจาก 73% ในปัจจุบัน เป็น 30% ตามลำดับ
CPANEL มองธุรกิจยังเติบโตได้อีกมาก
คุณ ชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete) ด้วยระบบอัตโนมัติ (Fully Automated Precast) ที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า
ขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความเชื่อมั่น และบริษัทจะสร้างการเติบโตเพื่อส่งมองผลประกอบการไปตามที่นักลงทุนให้ความคาดหวังกับบริษัท โดยในปีนี้ คาดว่าการเติบโตรายได้จะไม่ต่ำกว่า 30 -40% จากปีที่ผ่านมา โดยทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4/64 บริษัทมีแนวโน้มในการรับงานกลุ่มอสังหาริมทรัพย์แนวราบและแนวสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีมูลค่างานในมือ(Backlog) ณ 30 มิ.ย 64 ที่ 1,156.03 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ใน 3 ปี จึงมั่นใจว่าบริษัทจะรักษาอัตราการเติบโตของรายได้และกำไรให้อยู่ในระดับที่ดีได้
ทิศทางการเติบโตในปี 65 คาดว่ารายได้จะเติบโต 25 -30% ต่อเนื่อง จากการยอมรับของ Precast Concrete เพิ่มขึ้น โดยทิศทางยอดขายของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างดีมาก และสินค้าของบริษัทตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า ซึ่งการเปิดเมืองอีกครั้งในปีหน้าจะช่วยสร้างความต้องการของกลุ่มโรงแรมที่ต้องการปรับปรุงโรงแรม และสร้างโรงแรมใหม่
การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ครั้งนี้ บริษัทจะนำเม็ดเงินที่ได้มาลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ด้วยระบบการผลิต Fully Automated ที่มีกำลังการผลิต 720,000 ตารางเมตรต่อปี หรือเท่ากับกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1 เท่าตัว ซึ่งจะมีระยะเวลาก่อสร้างในช่วงไตรมาส 2/65 ถึงไตรมาส 4/66 คาดการณ์เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 1/67 เพื่อรองรับความต้องการ Precast Concrete ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งการระดมทุนจะช่วยเพิ่มศักยภาพและส่งผลให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจ สร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตได้ตามแผนที่บริษัทได้วางไว้
