จับตามาตรการรัฐกระตุ้นอสังหาฯ จะสร้างความน่าสนใจได้มากแค่ไหน?
หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กำลังจะกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนกันอีกครั้ง หลังจากภาครัฐบาลกำลังจะมีแผนกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ เพราะมองว่าธุรกิจนี้ คือส่วนหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งจะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน บทความนี้มีคำตอบ
ล่าสุดนายณพน เจนธรรมนุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) หรือ SAMCO เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯได้ติดตามและประเมินผลกระทบต่างๆ เพื่อปรับแผนการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ดังกล่าวเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมขององค์กรและสินค้า ที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งภาพลักษณ์ ฟังก์ชั่น ดีไซน์ ให้มีความทันสมัย สามารถตอบโจทย์ความต้องการแต่ละเซกเมนต์ ของตลาด
ส่งผลให้ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีการเติบโตไปในทิศทางบวก และยังคงมีเรียลดีมานด์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรกปี 2564 มีรายได้รวมอยู่ที่ 716.39 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 6.52% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน กับปี 2563 ที่มีรายได้รวมจำนวน 672.52 ล้านบาท และตลอดปี 2563 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,701.50 ล้านบาท
“ต้องยอมรับว่าตอนนี้ตลาดมีการแข่งขันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ที่มีปัจจัยลบเข้ามาส่งผลกระทบ ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการต่างต้องหาวิธีเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของตนเองให้ยังดำเนินต่อไป สัมมากรก็เช่นเดียวกันที่ผ่านมาเรามีการปรับตัวอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาระบบภายในเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเท่าทันต่อความต้องการของลูกค้า ทั้งในด้านการพัฒนาโครงการและการทำแคมเปญตลาด ทั้งนี้จากการสำรวจความต้องการปัจจุบันเราเล็งเห็นว่าในบางเซกเมนต์ยังคงมีดีมานด์อยู่อย่างต่อเนื่อง”นายณพน กล่าว
นอกจากนี้จากประสบการณ์มาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีของสัมมากร บริษัทมีความพร้อมและมั่นใจ ในศักยภาพรอบด้านในการพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกเซกเมนต์ และโอกาสนี้เพื่อขยายฐานตลาดสู่กลุ่มลูกค้าระดับบน บริษัทได้จับมือกับ แอสเซท โปร พัฒนาโครงการ PROVIDENCE LANE Ekkamai-Ramintra บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี่ 3 ชั้น บนทำเลเอกมัย-รามอินทรา มูลค่าโครงการกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการ คิกออฟรุกตลาดบ้านหรูครั้งแรก ด้วยราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท
ขณะที่ช่วงปลายปี 2564 บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่าประมาณ 850 ล้านบาท โดยประเมินยอดขายไตรมาส 3/64 เติบโตราว 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่ารายได้ และกำไรสุทธิปี 2564 จะเติบโตจากปีก่อน ซึ่งบริษัทมียอดขายรอโอนราว 200-300 ล้านบาทต่อเดือน จึงเชื่อว่าเพียงพอสำหรับเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมกับมุ่งเน้นทำการตลาดออนไลน์
สำหรับ SAMCO ก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ในส่วนของบ้านเดี่ยวเองได้รับผลบวกจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจัยที่กังวลคือการก่อสร้าง โดยในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐมีการสั่งให้หยุดการแคมป์ราว 1 เดือนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งกระทบแผนที่วางไว้ แต่ตั้งแต่วันนั้นบริษัทได้ปรับกลยุทธ์การก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด
บ้านเดี่ยวได้ผลกระทบจากโควิดน้อย
นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด (CBRE) ที่ปรึกษาด้านงานขาย เผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจและมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมที่ชะลอตัว ทั้งนี้ตลาดบ้านเดี่ยวถือว่าเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดคอนโดมิเนียมเพราะเป็นตลาดของผู้อยู่อาศัยเอง (End User) เป็นหลัก
ทั้งนี้ตลาดบ้านเดี่ยวโดยเฉพาะระดับลักชัวรี่ที่มีราคาตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไปยังค่อนข้างคึกคัก มีการเปิดตัวสูงถึง 439 หลังในปี 2563 และมียอดขายอยู่ในเกณฑ์คงที่ประมาณ 60–68% ปัจจัยสำคัญเพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้คนเห็นความสำคัญของบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพื้นที่และฟังก์ชั่นการใช้งาน ทำเลที่ได้รับความนิยมมากอันดับต้นๆ คือ กรุงเทพฯ ชั้นในฝั่งตะวันออกและตอนเหนือ โดยทำเลกรุงเทพฯ ชั้นในฝั่งตะวันออกมีโครงการมากสุดถึง 1,073 หลัง
ส่วนฝั่งเหนือ มีซัพพลายน้อยกว่าด้วยข้อจำกัดของที่ดิน ทำให้มีอัตราการดูดซับดีที่สุดและมียอดขายไปแล้ว 87% ในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคเนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันส่งผลลูกค้ากลุ่มนี้ให้ความสำคัญเรื่องพื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลาย มีพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ภายในบ้าน มีการนำเอานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก อาทิ ERV (Energy Recovery Ventilator) เครื่องแลกเปลี่ยนอากาศ ที่ช่วยดูดความร้อนออกจากบ้านและเติมความเย็นเข้าไปในตัวบ้านทำให้บ้านเย็น เป็นต้น และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่องทำเล ลูกค้ากลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมรอบโซนที่อยู่อาศัย เน้นใกล้เมืองที่สามารถเดินทางเข้าออกได้ หลายทาง เชื่อมต่อไปยังโซนต่างๆ ได้ง่าย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมีอยู่ใน PROVIDENCE LANE Ekkamai-Ramintra”
จับตามาตรการรัฐหนุนหุ้นอสังหาฯ
ทางด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ว่า หากรัฐมีนโยบายปรับเพดานสิทธิ์ค่าโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง 0.01% จากอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาซื้อ-ขายต่ำ 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาท คาดเป็นการกระตุ้นกำลังซื้ออย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันหน่วยเหลือขายของโครงการแนวราบและแนวสูงที่มีราคาซื้อ-ขายในช่วงระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีสัดส่วนราว 30% เมื่อเทียบกับหน่วยเหลือขายทั้งหมดในตลาด
โดยปัจจุบันค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์คิดเป็น 2% ของราคาประเมินที่ดินรวมสิ่งปลูกสร้าง โดยทั่วไปเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกัน และแบ่งจ่ายกันคนละ 1% ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หากนโยบายขยายเพดานสิทธิ์เกิดขึ้นจริง คาดส่งผลบวกต่อทั้งอัตราดูดซับอุปทาน รวมถึงอัตรากำไรสุทธิของผู้ประกอบการในกลุ่ม ทั้งนี้คาดผู้ประกอบการที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดได้แก่ AP, SPALI, ORI, PSH และ SENA เนื่องจากมีสัดส่วนโครงการราคาซื้อ-ขายต่ำ 5 ล้านบาท อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตามมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในกลุ่มอสังหาฯ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม หากรัฐมีการกระตุ้นในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม อาทิ การลดหย่อนภาษี การผ่อนปรนมาตรการควบคุมอัตราส่วนเงินให้ สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) หรือ มาตรการลดภาระการซื้อที่อยู่อาศัย ต่างเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อที่มีนัยสำคัญซึ่งจะเป็นบวกต่อยอดขายและผลประกอบการในปี 2564/65
ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่อยู่อาศัยแนวราบ มีแนวโน้มเชิงบวกต่อเนื่อง AP LH ORI และ SPALI ต่างเห็นพ้องกันว่าความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ (low-rise) จะยังคงแข็งแกร่งเป็นเวลาอีกหลายปี จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพความเป็นอยู่หลังการระบาดของโควิด-19 แม้จะเห็นความต้องการคอนโดฯ จะกลับมาอีกครั้งเมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง แต่ก็น่าจะใช้เวลาอีก 2-3 ปีจากนี้ เนื่องจากอุปทานยังอยู่ในระดับสูง แม้ตลาดต่างจังหวัดมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว แต่ตลาดในกรุงเทพฯและปริมณฑลจะยังเป็นส่วนขับเคลื่อนการเติบโตหลักในอีก 5 ปีข้างหน้า หนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
โดยตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้งในไตรมาส 4/2564 และแนวโน้มปี 2565 ดีกว่าปี 2564 เป็นที่ชัดเจนว่าการหยุดก่อสร้าง 30 วันในเดือน ก.ค. และจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้นในเดือน ก.ค.-ส.ค. จะสร้างแรงกดดันต่อยอดขายและกำไรสุทธิของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ทุกรายในไตรมาส 3/2564
อย่างไรก็ดี ทั้ง 4 บริษัทคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในเดือน ก.ย. และคาดจะมีแนวโน้มที่ต่อเนื่องในไตรมาส 4/2564 จากอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวจะช่วยให้แต่ละบริษัทบรรลุเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ได้ นอกจากนี้คาดว่าผลการดำเนินงานในปี 2565 จะดีกว่าปี 2564 ดังนั้นจึงคาดว่าจะเห็นการเปิดตัวโครงการใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในปีหน้า
