อ่านใจ! นักลงทุนสถาบันในประเทศ จังหวะไหนจะเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย
หากย้อนไปดูข้อมูลตัวเลขสรุปการซื้อขายประเภทนักลงทุนสถาบันในประเทศจะพบว่าในช่วงย้อนหลัง 5 วันที่ผ่านมามีการขายสุทธิตลาดหุ้นไทยออกกว่า 1.1 หมื่นล้าน และหากจะย้อนดูให้ลึกกว่านั้นคือตั้งแต่ต้นปีจนถึงล่าสุดตัวเลขวันที่ 1 ต.ค.64 พบว่าขายสุทธิไปแล้วกว่า 40,297 ล้านบาท อย่างไรก็ตามนักลงทุนสถาบันในประเทศมีส่วนสำคัญที่จะผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน
ดังนั้นในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาลองเดาใจ หรืออ่านใจนักลงทุนสถาบันของไทยกันว่าขณะนี้กำลังคิดอะไรอยู่ และจะกลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยช่วงไหน และกำลังรอปัจจัยหรือมีเหตุผลอะไรที่จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย และหุ้นกลุ่มไหนที่จะได้รับการเพิ่มน้ำหนักลงทุน ผ่านมุมมองนักวิเคราะห์ระดับแถวหน้าของเมืองไทย
เริ่มประเด็นกันที่ นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากนี้ไปนักลงทุนสถาบันเริ่มมีไอเดียการลงทุนมากขึ้น และมองว่าหลังจากนี้ไปกลุ่มเปิดเมือง พลังงาน และธนาคารพาณิชย์จะเป็นกลุ่มที่นักลงทุนสถาบันในประเทศจะเข้าซื้อ
โดยกลุ่มพลังงานได้ปัจจัยหนุนจากสินค้าพลังงาน ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันดิบ และราคาถ่านหิน รวมถึงเรื่องพลังงานที่ขาดแคลนส่งผลให้ราคาทรงตัวในระดับสูง ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีประเด็นบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว และสินเชื่อจะขยายตัวขึ้น จากพ.ร.ก. กู้เงินที่ภาครัฐมีการเพิ่มเดานจะทำให้กระทรวงการคลังระดมเงินในประเทศเยอะขึ้น และการปรับโครงสร้างทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้น
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพของการลงทุนในมุมมองของนักลงทุนสถาบันของไทย ในช่วงที่ผ่านมาเป็นภาพของการขายปรับพอร์ตเพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้น และสลับย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3 /64 ที่อ่อนแอ ซึ่งจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาสถานะคือขายออกเพื่อถือเงินสดลดสัดส่วนลงทุน
ขณะเดียวกันภาพถัดมาคือการยังไม่เพิ่มน้ำหนักการลงทุน โดยรอปัจจัยความชัดเจนของภาพตลาด ซึ่งจะเป็นการถือครองเงินสดเพื่อรอตลาดฟื้นตัว หลังจากนั้นจะเริ่มมีการใส่เงินลงทุนเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนพ.ย.เป็นต้นไป หลังจากที่มีการประกาศตัวเลขผลประกอบการเรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มหน้าหุ้นเชื่อว่านักลงทุนสถาบันจะเลือกคือ หุ้นขนาดใหญ่ในธีมเปิดเมือง เช่น ธนาคารพาณิชย์, กลุ่มค้าปลีก, สินค้าโภคภัณฑ์, พลังงาน
ด้านนายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เชื่อว่านักลงทุนประเภทสถาบันไทยจะกลับมาใส่น้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยในหลังเดือนต.ค. จากภาพของการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/64 ที่ชัดเจนซึ่งปัจจุบันยังคงเน้นการถือเงินสดเพื่อรอการลงทุน จากปัจจัยเรื่องของผลประกอบการที่ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับกลุ่มที่น่าจะได้รับความสนใจคือกลุ่มธนาคารพาณิช, กลุ่มหุ้นใหญ่
นายชาญชัย เอเชียพลัส ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ภาพตอนนี้สัญญาณยังไม่ชัดเจน เพราะตอนนี้สถาบันในประเทศขายเพื่อถือเงินสด แต่ถ้าเป็นจังหวะที่จะกลับนั้นมาจะเน้นการซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มค้าปลีก
……………ดังนั้นเราพอจะมองภาพและสรุปได้ว่า การเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยของนักลงทุนสถาบันในประเทศ จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในช่วงหลังจากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป เพราะภาพรวมของการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัวขึ้น ถึงจังหวะที่ควรจะเข้าไปซื้อเพิ่มน้ำหนักการลงทุนแทนการถือเงินสด และกลุ่มหน้าหุ้นที่ยังครองใจนักลงทุนสถาบันคือกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ธีมเปิดเมืองเปิดประเทศ และธนาคารพาณิชย์……………….

