เมื่อยาต้านไวรัส “Molnupiravir” เป็นอีกความหวังของกลุ่มท่องเที่ยว
ข่าวดีสำหรับโลกเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อบริษัทยายักษ์ใหญ่สหรัฐฯอย่าง “Merck” เปิดเผยว่า สามารถผลิตยารักษาไวรัสโควิด-19 แบบ ได้แล้ว ภายใต้ชื่อ Molnupiravir เป็นยาเม็ดที่มีประสิทธิภาพ ต้านไวรัสโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์รวมทั้งเดลตา ซึ่งโมลนูพิราเวียร์สามารถลดความเสี่ยงของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเสียชีวิตได้ถึง 50% และขั้นตอนต่อไปจะยื่นขออนุญาต FDA คณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินทันที
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่ายาต้านไวรัส Molnupiravir อีกความหวังของกลุ่มท่องเที่ยว โดยกลุ่มท่องเที่ยวนับเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย จึงเห็นมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งแผนการ Unlock Thailand จาก ททท. ที่เตรียมเสนอการลดวันกักตัวนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีน COVID-19 ครบและผลตรวจเชื้อเป็นลบ จาก 14 วันเหลือ 7 วัน
ในขณะที่กลุ่มฯ มี Sentiment หนุนเพิ่มเติมจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Merck และ Ridgeback Biotherapeutics อยู่ระหว่างขออนุมัติจากทางการสหรัฐฯ (FDA) สำหรับยา Molnupiravir ซึ่งฝ่ายวิจัยเชื่อว่ามีโอกาสเป็น Game changer ของการระบาด COVID-19 เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงในการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและเสียชีวิต ลดการเกิด Lock down และสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตให้กับประชาชนมากขึ้น
โดยราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวในต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้า อาทิ เช่น ACCOR (+2.97%), Intercontinental (+3.55%), Hilton(+4.57%), Marriot (+5.3%) สำหรับ Top pick กลุ่มหุ้นท่องเที่ยวของไทยเลือก MINT ราคาเหมาะสมปี 64 อยู่ที่ 34 บาท ขณะที่ในปี 65 กรอบราคาอยู่ที่ 36 บาท ตามการท่องเที่ยวในยุโรปที่ฟื้นตัวเร็วกว่าไทย อีกทั้งการกระจายของยารักษา COVID-19 น่าจะเริ่มในกลุ่มประเทศพัฒนาก่อน ตามด้วย CENTEL ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 37 บาท จากงบดุลความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มฯ
นอกจากนี้กลุ่มท่องเที่ยวยังมีประเด็นบวกก่อนหน้านี้คือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับปรุงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของ "โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3" และ "โครงการทัวร์เที่ยวไทย" โดยเปลี่ยนแปลงระยะเวลาสิ้นสุดการดำเนินโครงการฯ ทั้ง 2 โครงการ เป็นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 และกำหนดให้ประชาชนใช้สิทธิได้ไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2565
โดยบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมอง Slightly positive sentiment ต่อข่าวข้างต้น เพราะจะช่วยหนุนการท่องเที่ยวในประเทศในช่วง 4Q21F-1Q22F ยังคงต้องพึ่งพารายได้หลักจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ทั้งนี้ข่าวดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนเรื่อง วันที่เริ่มจองสิทธิ และจำนวนสิทธิที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากอิงจากที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เคยออกมาให้ข่าวไปแล้วก่อนหน้า คือจะเพิ่มจำนวนสิทธิอีก 2 ล้านสิทธิ และเริ่มใช้สิทธิกลางเดือน ตุลาคม
หุ้นที่จะได้ sentiment บวกมากสุดคือ CENTEL ตามด้วย ERW เพราะมีรายได้หลักจากโรงแรมในไทย และมีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในจังหวัดนำร่อง (ที่เปิดแล้วใน 3Q21 และจะเปิดในวันที่ 1 ต.ค. 21) คิดเป็น 38% และ 24% ของรายได้ธุรกิจโรงแรมตามลำดับ ประกอบกับ CENTEL มีธุรกิจร้านอาหารเป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะอิงการฟื้นตัวจากการบริโภคในประเทศเป็นหลัก และเริ่มเห็นกิจกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านมากขึ้นหลังภาครัฐคลายล็อกดาวน์

