เพียง 7 ข้อที่จะทำให้รู้จัก “เฮงลิสซิ่ง” หุ้นสินเชื่อน้องใหม่กำลังจะเข้า IPO

1. HENG ผู้ให้บริการสินเชื่อรายใหญ่ในภาคเหนือ

HENG เริ่มประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อที่มีหลักประกันในพื้นที่ภาคเหนือ ต่อมาได้เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ จึงขยายการประกอบธุรกิจไปยังจังหวัดต่าง ๆ ครอบคลุมพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก รวมทั้งเพิ่มความหลากหลายด้านผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ทั้งสินเชื่อที่มีหลักประกันและสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการสินเชื่อของลูกค้าทุกกลุ่ม


ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ซึ่งให้บริการ (1) สินเชื่อเช่าซื้อ (2) สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (3) สินเชื่อที่มีบ้านและที่ดินเป็นหลักประกัน (4) สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มิใช่สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน และ(5) สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นอกจากนี้ บริษัทฯ ให้บริการนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ให้แก่ลูกค้ารายย่อยทั่วไป โดยปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นนายหน้าให้แก่บริษัทประกันชั้นนำ 6 บริษัท


และจุดเด่นที่สำคัญของ HENG คือ มีความเข้าใจคนในพื้นที่ ไม่ได้มองว่าเป็นเพียงลูกค้า แต่เป็นพาร์ตเนอร์คนสำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโต ถ้าลูกค้าเติบโตได้ HENG ก็จะสามารถเติบโตไปด้วยกัน



2. แผนการระดมทุน

สาเหตุที่บริษัทฯ ตัดสินใจเข้าระดมทุนใน SET นั้น บริษัทฯ มีแผนนำเงินไปขยายธุรกิจการให้บริการสินเชื่อ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งยังใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วนจากสถาบันการเงิน และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยมีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 800,837,300 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 21.0% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้



3. ผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีเติบโตเฉลี่ย 44%!!

หากเข้าไปสำรวจในปี 2561-2563 บริษัทฯ มีรายได้หลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อที่มีหลักประกัน คิดเป็นสัดส่วน 88.1-89.3% ส่วนรายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักหลักประกัน คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 3.1% ละรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการและรายได้อื่น คิดเป็นสัดส่วน 8.8-11.9% ของรายได้รวม


โดยรายได้รวมในช่วง 3 ปีย้อนหลังนั้นมีความน่าสนใจอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ปี 2561 มีรายได้รวมที่ระดับ 1,407 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2562 รายได้รวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,743 ล้านบาท ก่อนจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 1,590 ล้านบาท ในปี 2563 เนื่องจากความไม่แน่นอนของ COVID-19 ทำให้บริษัทฯ เพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหม่ เพื่อควบคุมสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงบริษัทฯ ได้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยอีกด้วย


สำหรับรายได้หลักของบริษัทฯ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาดังกล่าวคือ รายได้ดอกเบี้ย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 88.0%, 89.3% และ 91.2% ของรายได้รวมในแต่ละปี หรือคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยรับ 20.7%, 20.9% และ 19.0% ของลูกหนี้รวมสุทธิเฉลี่ย


อย่างไรก็ตาม หากเข้าไปสำรวจกำไรสุทธิในช่วง 3 ปีย้อนหลัง มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากปี 2561 มีกำไรสุทธิระดับ 152 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 10.8% หลังจากนั้นปี 2562 กำไรสุทธิเติบโตมาอยู่ที่ระดับ 189 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 10.8% และล่าสุดปี 2563 แม้จะมีการระบาดของ COVID-19 แต่กำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่นจนมาอยู่ที่ระดับสูงถึง 318 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 20.0% โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 44.7% ต่อปี


สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 64 มีรายได้รวมเท่ากับ 765 ล้านบาท ลดลง 8.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัทฯ มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยประมาณ 12.7-13.3% โดยมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 109 ล้านบาท


ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริษัทฯ มีพอร์ตสินเชื่อรวมสุทธิก่อนหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ/ ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คิดคาดว่าจะเกิดขึ้น 8,419.9 ล้านบาท โดยมีรายได้จากดอกเบี้ย 686 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกันยังคงเป็นพอร์ตหลัก คิดเป็นสัดส่วน 81.4% ของรายได้รวม และสินเชื่อเช่าซื้อยังคงเป็นรายได้หลักเช่นเดิม คิดเป็น 52.9% ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งค่าเผื่อเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการ (Management Overlay) เพื่อรองรับความเสี่ยงทางด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการระบาดของโรค COVID-19


นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและหักทุนสำรองตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของบริษัทฯ



4. กลุ่มผู้ถือหุ้นแข็งแกร่ง

กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความสำเร็จ ยิ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นแข็งแกร่งยิ่งจะช่วยให้บริษัทฯ เติบโตได้ก้าวกระโดด กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของเฮงลิสซิ่ง มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในธุรกิจให้บริการสินเชื่อที่หลากหลายมานานกว่า 20 ปี ซึ่งการรวมตัวกันช่วยสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่บริษัทฯ ภายหลังการเข้าจดทะเบียนใน SET แล้ว กลุ่มทวีเฮง ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ตามด้วยกลุ่มพัฒนสิน ถัดมาอันดับ 3 คือ กลุ่มมิตรเอื้ออารีย์ และอันดับ 4 กลุ่มสินปราณี



5
. ส่วนแบ่งการตลาด

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 อ้างอิงจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน รายงานมูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน จำนวน 118 พันล้านบาท เทียบกับมูลค่าสินเชื่อคงค้างประเภทเดียวกันของบริษัทฯ จำนวน 1,988 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.68% ของสัดส่วนการตลาด มูลค่าสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ (ไม่รวมที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน) จำนวน 237 พันล้านบาท เทียบกับมูลค่าสินเชื่อคงค้างประเภทเดียวกันของบริษัทฯ จำนวน 75 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.03% ของสัดส่วนการตลาด และมูลค่าสินเชื่อเช่าซื้อ จำนวน 1,793 พันล้านบาท เทียบกับมูลค่าสินเชื่อคงค้างประเภทเดียวกันของบริษัทฯ จำนวน 5,895 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.33% ของสัดส่วนการตลาด


ซึ่งในส่วนแบ่งการตลาดดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงโอกาสของเฮงลิสซิ่งที่จะขยายฐานลูกค้าและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในอนาคต



6. กลยุทธ์ในการประกอบธุรกิจ

แผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ค่อนข้างมีความน่าสนใจอย่างมาก ภายใต้วิสัยทัศน์ (Vision) “ผู้ให้บริการทางการเงินที่นิยมชมชอบของลูกค้าในแต่ละท้องถิ่น” โดยบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจให้บริการสินเชื่ออย่างครบวงจรที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ซึ่งมีเป้าหมายการดำเนินธุรกิจที่สำคัญและน่าสนใจ ได้แก่ ขยายช่องทางการให้บริการเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทฯ อย่างทั่วถึง ผ่านสาขาของบริษัทฯ และเครือข่ายพันธมิตรเต็นท์รถมือสองและนายหน้ากว่า 5,100 ราย ทั่วประเทศ  โดยบริษัทฯ มีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าให้มีสาขารวมจำนวนทั้งสิ้น 830 สาขา ภายในปี 2566 จาก 451 สาขา ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนลงทุนพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ Software และ Mobile Application เพื่อตอบรับกับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน รวมทั้งพัฒนาสินเชื่อและการบริการอย่างสม่ำเสมอให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละกลุ่ม โดยมีเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าปี 2566 ดันพอร์ตสินเชื่อรวมเพิ่มเป็น 14,800 ล้านบาท จาก 8,420 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564



7. ใคร ๆ ก็เป็นลูกค้าได้ ปล่อยสินเชื่อยาวสุด 84 เดือน!!

ลูกค้าหลักของบริษัทฯ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของแหล่งที่มาของรายได้ ได้แก่ (1) บุคคลธรรมดาทั่วไปที่มีรายได้สม่ำเสมอ มีเอกสารรับรองรายได้ เช่น ข้าราชการ พนักงานบริษัท เป็นต้น และ (2) กลุ่มลูกค้าที่ไม่มีเอกสารรับรองรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการ หรือประกอบอาชีพอิสระ เช่น ค้าขาย เกษตรกร ลูกจ้าง ผู้รับเหมา หรือขับรถรับจ้าง เป็นต้น


ซึ่งกลยุทธ์หนึ่งที่สำคัญคือ การร่วมมือกับเต็นท์รถยนต์มือสองมากกว่า 5,100 ราย ในการเข้าถึงลูกค้าและให้นึกถึงเฮงลิสซิ่ง และหนึ่งกลยุทธ์คือ การให้ผ่อนได้ยาวตามคุณภาพของลูกค้า และหากลูกค้ามีเครดิตดีมีสินทรัพย์ที่คุณภาพสูงสามารถปล่อยสินเชื่อให้ได้ยาวถึง 84 เดือน สำหรับสินเชื่อที่มีหลักประกัน และ 36 เดือนสำหรับสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน



Most Viewed
Fun of Funds
“ASP-AAA-A” กองทุนผสมสายกลาง “ลดความผันผวน”.. เพิ่มโอกาสสร้าง “ผลตอบแทนที่ดี” ในระยะยาว !!!      
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ “ซบ” ตามดัชนี เฉลี่ย -3.42%... “TVIETNAM” แชมป์สูงสุด +4.16% “PRINCIPAL VNEQ-USD” ร่วงสุด -10.30% โอกาสลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” เหตุ “ถูก-กำไรโตดี” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
บทเรียน “วัยเกษียณ” ของพ่อแม่...ที่ “ไม่ขอซ้ำรอยเดิม” !!!
เมื่อ อีก 20 ชั่วโมง
Stock of the Day
ผ่าทิศทางดัชนีหุ้นไทยครึ่งปีหลัง 69 เฟ้นกลุ่มหุ้นเด่นรับมือความผันผวน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
PTTGC ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นการขนส่งน้ำมันและข้อกล่าวหาการกักตุนน้ำมัน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us