3 มาตรการหนุนท่องเที่ยวไทย หุ้นโรงแรม-สายการบินครึ่งปีหลังเด่น
การท่องเที่ยวไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสัปดาห์ล่าสุดกลับมาเพิ่มขึ้น โดยมีแรงหนุนจากเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างที่ช่วยดึงนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวัน ขณะเดียวกันภาครัฐเดินหน้าเตรียมมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ทั้งโครงการ Co-payment ที่รัฐร่วมช่วยค่าใช้จ่ายท่องเที่ยว การแจกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการผลักดันเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนการท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีและส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงแรมและสายการบินต่อไป
ทั้งนี้ ในมุมมองของ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว หากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งหมดเกิดขึ้นจริง โดย
1.โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศรูปแบบ Co-payment ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายโครงการเราเที่ยวด้วยกันเดิม (เมื่อเทียบกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 1 จำนวน 5 ล้านสิทธิ์, เฟส 2 จำนวน 1 ล้านสิทธิ์, เฟส 3 จำนวน 2 ล้านสิทธิ์, เฟส 4 จำนวน 1.5 ล้านสิทธิ์ และเฟส 5 จำนวน 5.6 แสนสิทธิ์ โดยทั้ง 5 เฟสใช้แอปเป๋าตัง และรัฐสนับสนุนค่าห้องพัก 40% สูงสุด 10 คืน ส่วนโครงการเที่ยวคนละครึ่งล่าสุด จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ ใช้แอป ททท. โดยรัฐสนับสนุนค่าห้องพัก 50% สูงสุด 5 คืน) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ในช่วงไตรมาส 4/69
2.โครงการ Buy International, Free Thailand Domestic Flights ซึ่งรัฐแจกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศฟรีให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ซื้อตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศเข้าไทย และโครงการ Thailand Summer Blast ซึ่งรัฐสนับสนุนการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำและร่วมมือกับสายการบิน โดยทั้งสองโครงการเคยมีการกล่าวถึงมาแล้วในช่วงเดือน ส.ค.68
โดยอิงจากข่าวก่อนหน้า ภาครัฐมีแนวคิดแจกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 200,000 คน ใช้งบประมาณราว 700 ล้านบาท โดยรัฐจะสนับสนุนค่าโดยสารที่นั่งละ 1,750 บาทต่อเที่ยว หรือ 3,500 บาทสำหรับไป-กลับ รวม 400,000 ที่นั่ง ให้กับ 6 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส, ไทยแอร์เอเชีย, นกแอร์, ไทยไลอ้อนแอร์ และไทยเวียตเจ็ท
สำหรับหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวในประเทศที่จะดีขึ้น เรียงลำดับตามสัดส่วนรายได้ในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT และ SHR ขณะที่กลุ่มสายการบิน ได้แก่ AAV, BA และ THAI เรามองเป็นบวก เนื่องจากจะช่วยหนุนการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะ AAV (ถือ / ราคาเป้าหมาย 1.12 บาท) ที่มีส่วนแบ่งตลาดเส้นทางบินภายในประเทศสูงสุดราว 40%
อย่างไรก็ตาม AAV อาจมีปัจจัยกดดันระยะสั้นจากผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2-3/69 ที่คาดว่าจะยังขาดทุนมาก จากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
3.การจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เพื่อนำเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย มองเป็น sentiment เชิงลบ อย่างไรก็ดี ประเด็นการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินมีการพูดถึงมาตั้งแต่ปี 2565 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการได้
ทั้งนี้ จากข้อมูลปี 2567 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวต่อทริปอยู่ที่ 47,400 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 1% จากปีก่อนหน้า (ปี 2562 อยู่ที่ 47,896 บาทต่อคน) ดังนั้น หากมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศคนละ 300-500 บาท (เพิ่มขึ้นจากแนวคิดเดิมที่ 300 บาท) จะคิดเป็นเพียง 0.6-1.1% ของค่าใช้จ่ายต่อทริป ซึ่งเราคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเพียงเล็กน้อย และไม่น่ามีนัยสำคัญมากนัก
โดยประมาณการว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2569 จะอยู่ที่ 30 ล้านคน ลดลง -9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากปี 2568 ที่ 33 ล้านคน ซึ่งลดลง -7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น +7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากปี 2568 ที่ 4.5 ล้านคน ซึ่งลดลง -34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ บล.ดาโอ ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” โดยชอบ ERW (แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 3.20 บาท จากภาพรวม RevPAR ที่ไม่รวม Budget ในช่วงไตรมาส 2/69 ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นได้ดีต่อเนื่องที่ +5% จากปีก่อนหน้า (โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม) จากไตรมาส 2/68 ที่ -13% จากปีก่อนหน้า
ขณะที่ในช่วงไตรมาส 4/69 จะมีงานอีเวนต์สำคัญ ได้แก่ World Bank and IMF Meetings ในเดือน ต.ค.69 และ Tomorrowland ในเดือน ธ.ค.69 ซึ่งเริ่มมียอดจองเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) สูงถึง 80% แล้ว
นอกจากนี้ ERW ยังได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 14%
อีกหนึ่งหุ้นที่ชอบคือ CENTEL (แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 37.00 บาท) จากความคาดหวังว่าตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) และตลาดดูไบจะเริ่มฟื้นตัวหลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมัลดีฟส์ ขณะที่ด้าน Valuation ปัจจุบันซื้อขายที่ EV/EBITDA เพียง 9 เท่า เทียบเท่า -1.00 SD ย้อนหลัง 8 ปี

