Official Update :

เช็คลิสต์หุ้นส่อรับผลกระทบ หลังสหรัฐฯ เล็งรีดภาษีไทยเพิ่ม

กระแสการทบทวนนโยบายการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าที่อาจครอบคลุมหลายประเทศ รวมถึงไทย ท่ามกลางกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่ยังดำเนินอยู่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวทำให้บรรยากาศการลงทุนและกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาจถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไป


สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศผลการพิจารณาตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ของสหรัฐฯ โดยเสนอว่า ให้เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยและอีก 53 ประเทศ (เช่น จีน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย ฯลฯ) เพิ่มเติมในอัตรา 12.5% เนื่องจากมีความล้มเหลวใน 4 ด้านหลัก คือ ทำลายเป้าหมายสากลในการขจัดแรงงานบังคับ, เปิดทางให้บริษัทใช้แรงงานบังคับที่มีต้นทุนต่ำกว่าปกติและบิดเบือนกลไกตลาด, บั่นทอนผลกำไรบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง และส่งเสริมให้เกิดการเลี่ยงกฎหมาย


แต่จะมีสินค้าบางรายการที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า เช่น พลังงาน, แร่หายาก, โลหะบางชนิด, เนื้อวัว, กาแฟ, ผักและผลไม้บางชนิด, ผลิตภัณฑ์ยา, สารเคมีอินทรีย์ และชิ้นส่วนเครื่องบิน รวมถึง USTR เสนอให้มีการนำเข้าเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอในปริมาณที่กำหนดจากบางประเทศด้วยอัตราภาษีที่ต่ำกว่าปกติ


สำหรับประเทศ แคนาดา สหภาพยุโรป เม็กซิโก เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย และปากีสถาน ทาง USTR เสนอให้เรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10%


อย่างไรก็ดี มาตรการนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ โดย USTR จะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 6 ก.ค. 2569 และจัดทำประชาพิจารณ์ในวันที่ 7 ก.ค. 2569


ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงผลกระทบดังกล่าว ระบุ หากไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 12.5% ตามมาตรา 301 (ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 10% ตามมาตรา 122) ก็จะเป็นลบกับกลุ่มส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (HANA มีรายได้จากส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 30-40% ของรายได้รวม ส่วน KCE, CCET, DELTA อยู่ที่ 20-30%) กลุ่มอาหาร (ASIAN, AAI, CFRESH, ITEL, TU มีรายได้จากตลาดสหรัฐราว 40-50%+) นอกจากนั้นมีกลุ่มยางและถุงมือยาง (STA, STGT, NER ที่มีรายได้จากส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ) กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ (AH, SAT) เป็นต้น


ทั้งนี้ หลังมีคำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ ว่าการเรียกเก็บภาษีจากประเทศต่าง ๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐจึงใช้มาตรา 122 ทำให้อัตราภาษีนำเข้าลดลงมาที่ 10% มีผลตั้งแต่ 24 ก.พ. 2569 เป็นเวลา 150 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 24 ก.ค. 2569 สำหรับผลกระทบด้านการแข่งขันของประเทศไทย คาดว่าจะจำกัด ถ้าอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ถูกเรียกเก็บเพิ่มของประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย อยู่ในอัตราที่เท่ากัน


Most Viewed
Stock of the Day
EGCO อัดงบ 3 หมื่นล้าน ลุยแผน “POWER4” ครึ่งปีหลัง เร่งขยายพอร์ตไฟฟ้า-พลังงานหมุนเวียน จ่อชิงเค้ก PDP 2026 รุก PPA-Data Center
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
TOA ผนึกพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่ ‘Green Ecosystem’ ยกระดับมาตรฐาน Sustainable Construction สร้างอนาคตใหม่ที่ยั่งยืน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Where to put your money
“ความผันผวน” ไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน... แต่เป็น “โอกาส” ในการปรับพอร์ตให้ดีขึ้น !!!
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Banking
Krungsri Finnovate ชวนเปิดมุมมอง “Health is the New Wealth” ใน Future Wellness Economy Forum 2026 สู่โอกาสธุรกิจและการลงทุน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
Private Credit อีกโอกาสลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ทางเลือกสำหรับนักลงทุนมั่งคั่ง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us