ORN มั่นใจครึ่งหลังปี 69 โตแรง โอน 3 โครงการ มูลค่า 3.5 พันลบ. เดินหน้าปั๊ม Recurring Income รร.นานาชาติ-คอมมูนิตี้มอลล์-บ้านมือสอง
ORN มั่นใจผลงานครึ่งปีหลัง 2569 โตโดดเด่น จากการทยอยโอน 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท เผยตุน Backlog แน่น 4,261 ล้านบาท หนุนรายได้ทั้งปีนี้โต 20% แตะ 2,600 ล้านบาท ตามเป้า พร้อมเร่งขยายธุรกิจ Recurring Income สร้างฐานกำไรยั่งยืน
นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า ประเมินทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นกว่าช่วงครึ่งปีแรก จากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์ 3 โครงการสร้างเสร็จใหม่ มูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท ได้แก่ HABITAT MAHIDOL (ยอดขาย 30%), ARISE VIBE PHUKET (ยอดขาย 80%) และ ARISE HILL (ยอดขาย 60%) ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูงทั้งไทยและต่างชาติ เช่น พม่า จีน และรัสเซีย โดยมีการวางเงินดาวน์ในสัดส่วนสูงถึง 30-50%
โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมมูลค่า 4,261 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 32% และโครงการแนวสูง 68% โดยคาดว่าจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีสต็อกพร้อมขายและโอน (Ready to move) อีกกว่า 3,600 ล้านบาท จึงมั่นใจว่ารายได้รวมในปี 2569 จะเติบโตตามเป้าหมาย 20% หรืออยู่ที่ 2,600 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมียอดโอนกรรมสิทธิ์แล้วมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/69 บริษัทคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากฐานที่ต่ำและปัจจัยบวกจากลูกค้าที่เร่งโอนกรรมสิทธิ์จากความไม่แน่นอนของมาตรการรัฐ
ครึ่งปีหลังลุยเปิด 4 โครงการใหม่
ในด้านยอดขาย (Presale) ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัททำยอดขายได้แล้ว 2,207 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80% ของเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ 2,700 ล้านบาท
ส่วนแผนเปิดโครงการใหม่ในช่วงที่เหลือของปีนี้ มีจำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 3,158 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม 3 โครงการ คือ เดอะ เน็กซ์ เจ็ดยอด 4, THE ASTRA SAMUI, ARISE BUSINESS PARK และแนวราบ 1 โครงการ คือ บีลีฟ วงแหวน–สันกำแพง 2
ปั๊ม Recurring Income-รุกหนักบ้านมือสอง
นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORN กล่าวว่า บริษัทยังยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อสร้างความมั่นคงของผลประกอบการระยะยาว ปัจจุบันธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ THE BACKYARD มีพื้นที่ให้เช่ารวม 3,026 ตารางเมตร มีผู้เช่าแล้วประมาณ 81% และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/69 และล่าสุดบริษัทได้ขยายโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ที่จังหวัดภูเก็ตเพิ่มเติม มูลค่าลงทุนราว 160 ล้านบาท คาดเปิดให้บริการไตรมาส 2/70
ในส่วนของธุรกิจบ้านมือสอง บริษัทมีทรัพย์สะสมในพอร์ต 12 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 100.35 ล้านบาท (เป็นทรัพย์ที่โอนแล้ว 3 ยูนิต มูลค่า 6.96 ล้านบาท, ทรัพย์ที่จองรอโอน 1 ยูนิต มูลค่า 5,900 ล้านบาท และทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง 8 ยูนิต มูลค่ารวม 87.49 ล้านบาท)
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนจัดหาทรัพย์คุณภาพเพิ่มอีก 10 ยูนิต มูลค่า 20 ล้านบาท ล่าสุดได้มีการเซ็นสัญญาซื้อทรัพย์จากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกทรัพย์ รวมถึงยังอยู่ระหว่างการเจรจาเตรียมซื้อทรัพย์จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารกสิกร ในไตรมาส 3/69 โดยเน้นในสินทรัพย์กลุ่มคอนโดมิเนียม
ด้านโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเป็น 176 คน คาดเริ่มรับรู้รายได้เพิ่มตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/69 โดยมีศักยภาพสร้างรายได้กว่า 100 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ บริษัทยังตอกย้ำความเป็นผู้นำอสังหาฯ รายแรกในภาคเหนือที่ได้รับมาตรฐาน EDGE Champion พัฒนาอาคารประหยัดพลังงาน พร้อมใช้กลยุทธ์ Green Loan เพื่อบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองว่าทำเลเชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังมีดีมานด์แข็งแกร่งจากกลุ่ม Long Stay และนักลงทุน
