เมื่อราคาน้ำมันดิบเป็นขาขึ้น PTTEP จึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด
จากประเด็นราคาน้ำมันดิบเป็นขาขึ้น แน่นอนว่าหุ้นที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงคงหนีไม่พ้นธุรกิจต้นน้ำอย่าง บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP หุ้นสุดที่รักของบริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทยอย่าง PTT ดังนั้นทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจความน่าสนใจของ PTTEP ผ่านบทความนี้
อย่างไรก็ตามต้องทำความรู้จักก่อนว่า PTTEP คือ กลุ่มบริษัทประกอบธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจขนส่งก๊าซทางท่อในต่างประเทศ และการลงทุนในธุรกิจต่อเนื่อง โดย PTT เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ในสัดส่วนราว 63.79%
สำหรับปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น กลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตร (โอเปกพลัส) คงมติการปรับเพิ่มการผลิตเพียง 4 แสนบาร์เรลต่อวันสำหรับเดือน พ.ย.64 ในการประชุมครั้งล่าสุด จากปัจจัยการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันโลก แม้ว่าก่อนหน้านี้ทางกลุ่มจะมีการพิจารณาปรับการผลิตเพิ่มมากกว่ามติที่มีการตกลงไว้ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันดิบมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น แม้ว่าผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ เช่น สหรัฐฯ และอินเดีย จะออกมาเรียกร้องให้กลุ่มโอเปกพลัส ปรับเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้นกว่าแผนที่วางไว้
ขณะที่อุปสงค์น้ำมันปรับเพิ่ม หลังได้รับแรงหนุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ มีการนำเข้าน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงแทนที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น
PTTEP จะได้รับผลบวกอย่างไร?
มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กรณีราคาน้ำมันดีกว่าคาด ทุก 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล มีผลต่อกำไร 870 ล้านบาท และราคาเหมาะสม 2.30 บาท แนะนำ เก็งกำไร PTTEP พร้อมให้ราคาเหมาะสมใหม่ 135.00 บาท
นับจากต้นปี 2564 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น 46% ใกล้เคียงระดับสูงสุดรอบ 3 ปี เป็นผลจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของอุปสงค์หลังการแพร่ระบาด Covid-19 คลายตัวตามการใช้งานวัคซีน, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, และภาวะอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำทั่วโลก
ขณะที่อุปทานในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด เพราะมาตรการลดปริมาณผลิตของ OPEC+, ผลกระทบจากภาวะอากาศแปรปรวน เช่น เหตุการณ์ Polar vortex และพายุเฮอริเคนของสหรัฐฯ, และการลงทุนของอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ลดลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากราคาผลิตภัณฑ์ตกต่ำช่วงการแพร่ระบาดรอบแรก ความไม่แน่นอนจากข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐฯ - จีน รวมทั้งนโยบายด้านพลังงานสะอาด
ช่วงที่เหลือปีนี้ราคาน้ำมันยังสูง
มองข้ามไปช่วงที่เหลือของปี 2564 เราประเมินว่าราคาน้ำมันจะสามารถอยู่ในระดับสูงต่อไปได้ หนุนจากการเข้าสู่ความต้องการใช้ช่วงฤดูหนาว, อุปสงค์เพื่อผลิตไฟฟ้าแทนถ่านหิน – ก๊าซธรรมชาติที่อุปทานในตลาดขาดแคลน, การฟื้นตัวของการเดินทางทั่วโลก, และโอกาสเกิด Supply disruption ในฤดูมรสุมของสหรัฐฯ นอกจากนี้ สถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งขึ้น ทำให้ลูกค้ามีโอกาสเรียกรับซื้อก๊าซในอ่าวไทยจาก PTTEP มากขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/64 ยังแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2564 เฉลี่ยที่ 65.9 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ดีกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 – 2565 ขึ้น 14-21% เป็น 4.0 หมื่นล้านบาท เติบโต 77%จากปีก่อน และ 5.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 28% จากปีก่อน ตามลำดับ โดยปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2564 – 2565 จากเดิม 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็น 67 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
อย่างไรก็ตามประเมิน Sensitivity กรณีราคาน้ำมันแข็งแกร่งกว่าคาด ทุก 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะมีผลต่อกำไร 870 ล้านบาท และราคาเหมาะสม 2.30 บาท/หุ้น จึงปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 135.00 บาท แนะนำ “เก็งกำไร” จากทิศทางกำไรไตรมาส 3-4/64 ยังอยู่ระดับดี เพราะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่แข็งแกร่งและสถานการณ์ขาดแคลนพลังงาน
ทั้งนี้คาดไตรมาส 3/64 มีกำไรสุทธิ 1 หมื่นล้านบาท เติบโต 46%จากไตรมาสก่อน และเติบโต 44%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเติบโตได้ดีสาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นของราคาขายสอดคล้องทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งไตรมาสนี้ราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยที่ 71.7เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 7%จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 67%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากการขาดทุนป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันราว 40 ล้านเหรียญได้ทั้งหมด หากนับเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานคาดทำได้ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%จากไตรมาส 2/64 และเพิ่มขึ้น 92%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ต้นทุนต่อหน่วยลดเหลือ 29.4 เหรียญสหรัฐ
ทางด้านมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส ( ประเทศไทย ) จำกัด เปิดเผยว่า คงคำแนะนำซื้อ PTTEP ให้ราคาพื้นฐาน 156 บาท โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 อยู่ที่ 9.6 พันล้านบาท เติบโต 34%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 35%จากไตรมาสก่อน เพราะอุปสงค์เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณขายอ่อนลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก PTT มีปิดซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซจึงเรียกก๊าซจาก PTTEP น้อยลง
ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยในไตรมาส 3/64 เพิ่มขึ้น 14%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5%จากไตรมาสก่อน เป็น 44.34 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนต้นทุนต่อหน่วย (Unit cost) อยู่ที่ 29.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลง 1%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 2%จากไตรมาสก่อน ผลขาดทุนจาก Hedging ลดลงเป็น 1.4 พันล้านบาท (จาก 3.9 พันล้านบาทในไตรมาสก่อน)
สำหรับแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/64 แข็งแกร่งต่อเนื่อง ล่าสุดท่อขนส่งน้ำมันในสหรัฐรั่วกว่า 12,000 แกลลอน ยิ่งทำให้อุปทานน้ำมันลดลงไปอีก จากก่อนหน้าได้รับผลกระทบจากเฮอร์ริเคน ด้านอุปสงค์สหรัฐอยู่ในระดับสูง นอกจากนั้นโรงไฟฟ้าในจีนมีความต้องการซื้อน้ำมันเตาในจีนเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ถ่านหินที่ตึงตัวมาก
ราคาน้ำมันดันกำไร Q4 ไปจุดสูงสุดของปี
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 145 บาท โดยแนวโน้มราคาน้ำมันยังเป็นขาขึ้น เป็นแรงกระตุ้นราคาหุ้นของ PTTEP ไปในทิศทางที่ดี ซึ่งความตึงตัวของตลาดน้ำมันดิบ เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตที่แข็งแกร่งในไตรมาส 3/64 สำหรับ PTTEP คาดกำไรหลักที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 102% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและเติบโต 6%จากไตรมาสก่อน
นอกจากนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับตัวขึ้นต่อในไตรมาส 4/64 จากความต้องการเพิ่มหลังเปิดเมือง และการคงอัตราการเพิ่มกำลังการผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไปของ OPEC+ ช่วยหนุนให้กำไรไตรมาส 4/64 เติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาส 3/64 สู่จุดสูงสุดของปีด้วย
upside จากแหล่ง Lang Lebah
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 140.00 บาท มองปัจจัยกดดันจากความล่าช้าแหล่งเอราวัณ และโมซัมบิก น่าจะสะท้อนไปในราคาหุ้นช่วง ก.ค. - ส.ค. แล้ว คงมุมมองธุรกิจเติบโตได้ต่อเนื่องตามการ COD แหล่งใหม่ในปี 65-66 และ upside จากแหล่ง Lang Lebah
ทั้งนี้เรามอง slightly positive ต่อแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 3/64 ของ PTTEP ที่ราว 11,813 ล้านบาท เติบโต 93%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต5%จากไตรมาสก่อน ใกล้เคียงที่เคยมองไว้ โดยกำไรโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แรงหนุนทั้งปริมาณขายที่โตสูงจากแหล่งใหม่(โอมาน) และอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นตาม ASP หลัง COVID-19 มากระทบลดลง ส่วนโตจากไตรมาสก่อน เพราะอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ (demand U.S. + EU ฟื้น) กลบปริมาณขายที่ลดลงจากลูกค้ามีปิดซ่อมโรงแยกก๊าซฯตามแผน
นอกจากนี้คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 จะโตสูงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งแรงหนุนยังมาจากทั้งปริมาณขายจากแหล่งใหม่ และอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ที่ฟื้นทั่วโลก ส่วนเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 คาดทรงตัวได้แม้เป็นหน้าค่าใช้จ่าย แต่ได้ปริมาณขายในประเทศที่ฟื้นตัวมาชดเชย

