Official Update :

BANPU ผู้ได้ผลบวกจากวิกฤตพลังงาน กำลังจะรายงานกำไรไตรมาส 3 โตโดดเด่น

ช่วงนี้ความฮอตคงยกให้ BANPU หรือ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่วอลุ่มการซื้อขายไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังจากราคาถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ซึ่ง BANPU เองถือเป็นผู้ที่ได้รับผลบวกเข้ามาโดยตรง หลังจากจีนมีความต้องการถ่านหินเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน


หากเข้ามาดูมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจ โดดยระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 14.60 บาท โดยคาดกำไรปกติไตรมาส 3/64 โตโดดเด่น 889%จากไตรมาส 2/64 และพลิกจากขาดทุนปีก่อนตามราคาถ่านหินที่พุ่งแรง ซึ่งชดเชยผลขาดทุน Hedging ได้ ขณะที่ไตรมาส 4/64คาดยังโดดเด่นต่อเนื่องจากราคาถ่านหินละก๊าซที่ยังพุ่ง โดยคาดปี 64-65 มีกำไรปกติปีละ 8-9 พันล้านบาท


เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยังคงแนะนำซื้อ และคงราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 13.00 บาท สะท้อนผลจาก dilution ที่เกิด จากการเพิ่มทุนและกำหนด discount 20% สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวของกับถ่านหินจากเกณฑ์ ESG โดยเชื่อว่าราคาหุ้นจะได้ แรงหนุนจาก ผลประกอบการที่มีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 3/64 และราคาถ่านที่สูงอยู่ ในปัจจุบนจากอุปสงค์ในช่วงฤดูหนาว


โดยคาดว่ากำไรสุทธิของ BANPU ในไตรมาส 3/64 จะอยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท ดีขึ้นเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 516 ล้านบาท และเติบโต 102%จากไตรมาสก่อนโดยผลประกอบการที่ดีขึ้นมากจะเป็นเพราะราคาถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 233% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 53% จากไตรมาสก่อน เป็น 163 เหรียญสหรัฐ/ตันในไตรมาส 3/64


ทั้งนี้เนื่องจาก 1.อุปสงค์ถ่านหินแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากประเทศจีน, 2.อุปทานถ่านหินตึงตัน,3.ราคาก๊าซในตลาดโลกวิ่งแรงในช่วงฤดูหนาว และ4.ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน-ออสเตรเลีย ดังนั้นจึงคาดว่าราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของ BANPU จะเพิ่มขึ้นถึง 90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 29%จากไตรมาสก่อน เป็น 99 เหรียญสหรัฐ/ตันในไตรมาส 3/64


นอกจากนั้นคาดว่าปริมาณขอดขายจะเพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อน เป็น 8.4 ล้านตัน เนื่องจากปริมาณการผลิตที่เหมืองในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น (5.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10%จากไตรมาสก่อน) จากปริมาณฝนตกน้อยลง และ ผลผลิตจากเหมืองที่ออสเตรเลียเพิ่มขึ้น (3.0 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อน) จากใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร longwall ที่เหมือง Mandalong ลดลง


แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าต้นทุนถ่านหินจะขยับเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนเป็น 50 เหรียญต่อตัน หลังจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันเราคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจาก BPP จะลดลงอย่างมากในไตรมาส 3/64 เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน เพราะราคาถ่านหินซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และมีการปิดซ่อมบำรุง Unit #1 และ #3 ของโครงการหงสาตามกำหนด


ในส่วนของรายการพิเศษ คาดว่าบริษัทจะบันทึกผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงก้อนใหญ่ถึง 5.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 261% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากมีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาถ่านหินเอาไว้ที่ 80-109 เหรียญสหรัฐ/ตัน และราคาก๊ซเอาไว้ที่ 3.0 เหรียญสหรัฐ/mmbtu


ขณะที่จีนตั้งเป้าผลิตถ่านหินไว้อย่างท้าทายไม่น้อยกว่า 12 ล้านตันต่อวัน ดัชนี Newcastle Export Index (NEX) วิ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 250 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในช่วงครึ่งแรกของเดือนตุลาคม โดยยืนอยู่ในระดับที่สูงมาก (สูงกว่า 200 เหรียญสหรัฐ/ตัน) จากประมาณ 180 เหรียญสหรัฐ/ตันในเดือนกันยายน


แต่อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (National Development and Reform Commission) ของจีนได้ประกาศออกมาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่าได้สั่งให้เหมืองถ่านหินในประเทศ เดินหน้าผลิตถ่านหินเต็มกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มการผลิตให้ได้ 12 ล้านตันต่อวัน (เพิ่มขึ้นประมาณ 20%ากระดับปกติที่ 10 ล้านตันต่อวัน) เพื่อจะได้ดึงราคาถ่านหินให้กลับลงมา ถึงแม้ว่าราคาถ่านหินที่สูงลิบลิ่วในปัจจุบันอาจจะลดลงเนื่องจากอุปทานถ่านหินจากจีนเพิ่มขึ้น  แต่เรายังคงเชื่อว่าราคาถ่านหินจะยังยืนได้เหนื่อ 150 เหรียญสหรัฐ/ตันไปตลอดช่วงฤดูหนาวเนื่องจาก อุปสงค์ที่สูงในช่วงฤดูหนาว และราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้น

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”