อนาคต PTT-PTTEP อยู่ตรงไหน เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนโหมดพลังงาน
ในช่วงที่ผ่านมาราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างราคาน้ำมันดิบ WTI หรือน้ำมันดิบ Brent ซึ่งหากดูข้อมูลย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาน้ำมันดิบทั้งสองแหล่งดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 70% ขณะที่ Brent เพิ่มขึ้นมาแล้ว 60% แต่อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบที่ขึ้นเพราะความต้องการที่สูงขึ้นและสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ลดลงแรงเช่นกันในระยะสั้นเพียงเท่านั้นจริงหรือไม่
ในอนาคต เมื่อโลกกำลังเข้าสู่โหมดของการเปลี่ยนถ่ายจากพลังงานเชื้อเพลิงแบบเดิมประเภทฟอสซิลไปเป็นพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น จะส่งผลให้ในอนาคตทิศทางพลังงานแบบฟอสซิลจะเป็นอย่างไร และจะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน โดยราคาพลังงานประเภทฟอสซิลในอนาคตข้างหน้าจะลดต่ำลงจากความต้องการใช้ที่หายไปก็เป็นไปตามหลักดีมานด์ซัพพลาย เมื่ออาจจะเกิดขึ้นอย่างนั้นแล้วจะกระทบให้ธุรกิจพลังงานจะต้องเริ่มปรับตัวด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกันมีหลายกองทุนขนาดใหญ่ระดับโลกใส่ใจให้ความสำคัญด้าน ESG มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนักวิเคราะห์ได้นำเรื่อง ESG มาเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ โดยในช่วงที่ผ่านมา ผู้ลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ในระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับประเด็นESG อย่างจริงจัง ซึ่งพบว่ามีนโยบายเลิกลงทุน หากพบว่าธุรกิจมีประเด็น ESG ในด้านลบเช่น หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ หรือหุ้นในธุรกิจที่ยังพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงพลังงานประเภทฟอสซิล
ดังนั้น Wealthy Thai จึงพานักลงทุนมาวิเคราะห์โอกาส และการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเพื่อก้าวให้ทันยุคสมัยของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขนาดใหญ่ 2 บริษัทที่กำลังเปลี่ยนถ่ายธุรกิจฟอสซิลไปยังพลังงานสะอาด เช่นบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT
ส่องความน่าสนใจ
ในครั้งนี้จึงจะพาสำรวจความน่าสนใจของสองหุ้นใหญ่ทั้ง PTTEP และ PTT ว่าเหมาะกับการเข้าลงทุนหรือไม่ในช่วงนี้ โดยเริ่มกันที่ PTTEP หลังจากที่ประกาศงบผลกำไรไตรมาส 3 /64 ไปกันแล้ว บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) มองว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ยังคงแข็งแกร่งสำหรับระยะเวลาที่เหลือของปี นี้ซึ่งมีแรงหนุนจากอุปสงค์การใช้เชื้อเพลิงที่สูงในช่วงฤดูหนาวและการเปิดประเทศหลังมีการฉีดวัคซีน COVID-19 มากขึ้น
ขณะที่ในปี 65 ปริมาณขายคาดว่าจะโตต่อเนื่องแม้บริษัทเปิดเผยว่าปริมาณการผลิตของโครงการG1/61 ณ วันเริ่มสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) อาจจะต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ สำหรับภาพระยะยาวบริษัทได้เปิดเผยแผนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเริ่มธุรกิจใหม่ ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากขึ้น
โดยทาง PTTEP ได้เปิดเผยถึงแผนธุรกิจที่นอกจากจะเน้นการเติบโตของธุรกิจ E&P แล้วบริษัทยังมีการกระจายการลงทุนไปในธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจ Gas to Power ธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจไฮโดรเจน รวมถึงธุรกิจของARV เช่น Drone และหุ่นยนต์ให้บริการใต้น้ำ นอกจากนี้ ยังริเริ่มการลงทุนในธุรกิจ CarbonCapture Utilization (CCU)/ Carbon Capture Utilization (CCU) ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในปี 65
ในมุมของ PTT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ทาง PTT กำลังเร่ง Transform ก้าวทันความต้องการที่เปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีพลังงาน และความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม โดยอยู่ระหว่างปรับองค์กรให้สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของโลก
โดย PTT ให้ความสำคัญกับธุรกิจพลังงานในอนาคต เช่น พลังงานหมุนเวียน,ระบบกักเก็บพลังงาน, ยานยนต์ไฟฟ้า, ไฮโดรเจน ฯลฯ รวมถึงการขยายสู่ธุรกิจที่นอกเหนือจากพลังงาน เช่น เวชภัณฑ์, โครงสร้างพื้นฐาน, หุ่นยนต์-ปัญญาประดิษฐ์ ฯลฯ ตามวิสัยทัศน์ใหม่ Future Energy and Beyond เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และก้าวทันเทรนด์การเปลี่ยนแปลงของโลก
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการลงทุนธุรกิจใหม่เป็นปัจจัยต้องติดตาม ขณะที่ระหว่างช่วงเวลาการลงทุนนี้ ซึ่งจะมีภาระรายจ่ายลงทุนสูง โดย PTT จัดสรรงบลงทุนในธุรกิจ Future Energy and Beyond 32% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพื่อสร้างสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนี้30% ภายในปี 2573 และมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ขณะเดียวเชื่อว่าผลตอบแทนในช่วงแรกไม่สูงมากเพราะเป็นการลงทุนเพื่อTransform Portfolio การลงทุน และปูพรมในธุรกิจใหม่ๆ มากกว่าการสร้างผลตอบแทนระดับสูง

