FETCO คาดปี 65 เม็ดเงินทุนต่างชาติ ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยกว่า 1 แสนล้าน!!
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ประเมินว่า ในปี 65 มีความเป็นไปได้ที่กระแสเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยได้กว่า 1 แสนล้านบาท หากเศรษฐกิจในประเทศมีทิศทางที่จะเติบโตได้กว่า 4% และการที่ภาครัฐสามารถควบคุมและมีมาตรการด้านสาธารณสุขได้ดี
นอกจากนี้แม้ธนาคารกลางสหรัฐจะประกาศนโยบายปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ เริ่มตั้งแต่เดือนพ.ย.มองว่าจะไม่กระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะเนื่องจากในช่วงที่ทำ QE จะเห็นได้ว่ายังคงมีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยมาตลอด
แต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมามีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบทำให้มีสภาพคล่องล้นตลาด ดังนั้นจึงมองว่าการปรับลดวงเงินในครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากนัก ทั้งนี้มองว่าประเด็นที่จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นคือการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10ปีปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นจะไปต่อไม่ได้
โดยหากมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นในระยะเวลา 1 ปีต่อจากนี้ เพราะเศรษฐกิจของไทยจะต้องใช้เวลาการฟื้นตัวกว่า 2 ปีข้างหน้าถึงจะกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น เพราะจะต้องรอภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฟื้นตัว ที่จะต้องมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ดังนั้นคาดว่าเมื่อเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มฟื้นตัวขึ้นจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามาได้ เพราะหากดูในช่วงนี้จะพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 40% และตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 3% หากเทียบสถานการณ์ก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด19 ทำให้คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 65 จะอยู่ที่ระดับ 1,800 จุด และในปี 64 จะอยู่ที่ 1,650 จุด
สำหรับประเด็นที่ตลาดหลักทรัพย์เปิดรับฟังความคิดเห็น เกี่ยวกับการปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายเพื่อให้มีความเหมาะสมมากขึ้นนั้น มองว่ามาตรการเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถควบคุมหุ้นที่มี P/E สูง และมีการซื้อขายหุ้นวนหลายรอบได้ดังนั้นสนับสนุนกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะออกมา
ความเชื่อมั่นนักลงทุนนิวไฮ
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนตุลาคม 2564 พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 168.69 สูงสุดตั้งแต่เริ่มทำการจัดทำดัชนี โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.2% จากเดือนก่อนหน้ามาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” นักลงทุนคาดหวังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือแผนการฉีดวัคซีนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ Covid-19 และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่หลังเปิดประเทศ รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
