จับตา! 3 หุ้น กลุ่มไฟแนนซ์ หาทางออกอย่างไรเมื่อ สคบ.จะคุมเข้มดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ Underperform จากความกังวลที่ธนาคารพาณิชย์จะลงมารุกตลาด Non Bank มากขึ้น และในขณะเดียวกันยังเสียเปรียบกลุ่มแบงก์ใหญ่เรื่องของ Valuation ที่สูงกว่า
ส่วนไตรมาส 3/64 คาดกำไรชะลอตัวลง หลังเริ่มเห็นผลกระทบจากการปรับลดอัตราผลตอบแทน ในผลิตภัณฑ์หลักอย่างสินเชื่อจำนำทะเบียน ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อที่จะเข้ามาช่วยเร่งอัตราผลตอบแทน ในอนาคตถูกกดดันจากกฎหมายเช่าซื้อใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่จะเข้ามาควบคุมดอกเบี้ยและการดำเนินงานมากขึ้น
ทั้งนี้ มองว่าจังหวะฟื้นตัวจะเกิดขึ้นในช่วงที่ความชัดเจนของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งคาดจะทราบผลภายในวันที่ 10 พ.ย.นี้ โดยว่ามอง SAWAD เป็นหุ้นที่น่าสนใจเพราะได้รับผลกระทบน้อยมาจากประเด็นดังกล่าว และยังมีบริษัท เงินสดทันใจ ที่ร่วมทุนกับออมสิน
โดย มีพอร์ตสินเชื่อขยายตัวขึ้นได้ดี ช่วยชดเชยอัตราผลตอบแทนที่ปรับตัวลงบวกกับมีโอกาสโตได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย และราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาซื้อขายด้วย PBV ต่ำกว่า PBV ย้อนหลัง 5 ปี -1 S.D. และต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง MTC และ TIDLOR
ดังนั้นในครั้งนี้ Wealthy Thai จึงจะพานักลงทุนไปสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์และโอกาสเติบโตของธุรกิจภายใต้กฎหมายที่จะเข้ามาควบคุมดอกเบี้ยที่จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามเมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการควบคุมแล้วอาจจะส่งผลให้ราคามีความชัดเจนและไปต่อได้หรือไม่?
เริ่มจากบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า TIDLOR จะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจาก มาตรการที่จะปรับลดเพดานดอกเบี้ยของสินเชื่อเช่าซื้อ (อยู่ในระหว่าง Public Hearing) เนื่องจากกลุ่มเช่าซื้อคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 1%ของพอร์ตรวม โดยประเมินกำไรไตรมาส 3/64 ที่ 812 ล้านบาท ซึ่งทรงตัวจากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาส 2/64 แม้ว่าจะมีการล็อกดาวน์หนุนโดยการเติบโตของสินเชื่อ ยอดขายพรีเมี่ยมประกัน ค่าใช้จ่ายที่ลดลงและการตั้งสำรองฯที่ลดลง
สำหรับ ไตรมาส 4/64 ประเมินกำไรเติบโต 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาสก่อนและยังคาดกำไรปี 65 โตต่อเนื่อง 18% จากปีก่อน ขณะเดียวกันปรับคำแนะนำขึ้นจาก “ถือ” เป็น ซื้อ ราคาเป้าหมาย 42 บาท โดยมีการปรับประมาณการกำไรปี 64 ขึ้น 7% และปี 65 ขึ้น 3%
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า MTC ยังมีความกังวลต่อทิศทางธุรกิจในระยะยาว หลังผลิตภัณฑ์ที่เป็น High Yield อย่างสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มือหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกหน่วยงานรัฐฯ เข้ามาจำกัดเพดานดอกเบี้ย รวมถึงมีเกณฑ์ปฏิบัติในการให้สินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อแผนฟื้น Asset Yield ดังนั้นจึงปรับลดคำแนะนำของ MTC ลงจาก “ซื้อ” เป็น “Trading” จากมูลค่าพื้นฐานใหม่ปี 65 ที่ 67.50 บาท
ขณะที่มุมมองของผลประกอบการของ MTC นักวิเคราะห์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) คาดกำไรไตรมาส3/64 ที่ 1.42 พันล้านบาท เติบโต 5.7% และ 11.5% จากไตรมาสก่อน และคาดเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 4/64 จากการขยายจุดบริการปล่อยสินเชื่อ และความคุมค่าใช้จ่ายได้ดี (แม้จะมีโครงการ incentive ให้พนักงาน และปริมาณมอเตอร์ไซค์ใหม่ลดลง)
ส่วนในปี 65 เราคาดกำไรเติบโต 16.8% สู่ระดับ 6.5 พันล้านบาท หนุนโดนสินเชื่อเติบโต 15% เพราะขยายจุดบริการ 7% เป็น 6.1 พันแห่ง และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (สินเชื่อมอเตอร์ไซค์เพิ่ม) รวมทั้งการควบคุมต้นทุนต่อรายได้ดีขึ้นราว 20bpsดังนั้นยังคงให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 74 บาท มองกำไรที่เติบโตดีต่อเนื่องจะหนุนราคาหุ้นปรับตัวดีขึ้น
……………ดังนั้นหากมองภาพรวมและความสามารถของแต่ละบริษัทแล้วมาตรการของรัฐที่จะออกมาคุมเข้มเรื่องดอกเบี้ยนั้นจะมีผลกระทบเพียงเล้กน้อย แต่อย่างไรก็ตามในช่วงสั้นอาจจะมีผลกดดันต่อราคาหุ้น และจากนั้นจะต้องจับตาดูว่าหุ้นตัวไหนจะสลัดความกังวลได้หรือไม่……………..

