Official Update :

จัดอันดับผู้บริหารซื้อ-ขายหุ้นมากสุด ในช่วงเดือนตุลาคม

การซื้อขายหุ้นของผู้บริหารเกิดขึ้นในทุกๆเดือน ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของฝั่งซื้อหุ้น ก็อาจจะเป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นนั้นๆ แต่ถ้าหากผู้บริหารมีการทยอยขายหุ้นตัวเองออกมาเมื่อไหร่นั้น ย่อมเป็น sentiment เชิงลบต่อหุ้นนั้นๆ เช่นกัน วันนี้ผู้เขียนจะพานักลงทุนมาสำรวจกันว่าในเดือนต.ค.64 ที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทไหนมีการซื้อขายสุทธิมากที่สุด

 

ตารางแสดงผู้บริหารขายสุทธิมากสุดในเดือน ต.ค.


ที่มา บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

ทั้งนี้ HENG ผู้บริหารขายสุทธิมากสุดในเดือน ต.ค. จากตารางดังกล่าว คิดเป็นมูลค่าขายสุทธิรวมราว 541 ล้านบาท โดย HENG ได้ออกมาเปิดเผยผ่านแบบไฟลิ่งว่า นายวิชัย ศุภสาธิตกุล (ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ) ได้แจ้งให้บริษัทฯ ทราบว่า ตนประสงค์ที่จะขายหุ้นสามัญเดิมที่ตนถืออยู่ในบริษัทฯ จำนวน 186,210,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 4.9 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายในครั้งนี้ (“หุ้นสามัญเดิม”) ให้แก่ผู้ลงทุนจำนวน 9 ราย ในราคาเดียวกับราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนในครั้งนี้


โดยการขายหุ้นสามัญเดิมดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันแรกที่หุ้นสามัญของบริษัทฯ เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานรายใหญ่ (Big – Lot Board) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งการขายหุ้นสามัญเดิมดังกล่าวไม่เป็นส่วนหนึ่งของการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรกนี้


ทั้งนี้ หุ้นสามัญเดิมดังกล่าวที่ซื้อขายบนกระดานรายใหญ่ (Big - Lot Board) นี้ ผู้ลงทุนจำนวน 9 ราย ได้ทำสัญญากับนายวิชัย ศุภสาธิตกุล ตกลงที่จะไม่ขายหุ้นภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่หุ้นเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยสามารถขายหุ้นได้ 25% ของหุ้นที่ถูกห้ามขาย เมื่อครบกำหนด 6 เดือน ทั้งนี้ จำนวนหุ้นที่ถูกห้ามซื้อขายตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวไม่เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นที่ถูกห้ามซื้อขายตามเกณฑ์ Silent Period และไม่ได้ถูกล็อคโดยบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จํากัด (TSD) ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยการบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวเป็นการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา


ประกอบกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้เสนอซื้อหุ้นสามัญเดิมของบริษัทฯ จากกลุ่มทวีเฮง จำนวน 8 ราย จำนวนรวม 381,000,000 หุ้น ในราคาเดียวกับราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนในครั้งนี้ โดยคาดว่าการขายหุ้นสามัญเดิมดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันแรกที่หุ้นสามัญของบริษัทฯ เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานรายใหญ่ (Big – Lot Board) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ



อวดกำไรไตรมาส
3 เพิ่มขึ้น 167.4%

ล่าสุดนางสุธารทิพย์ พิสิฐบัณฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่าในช่วงไตรมาส 3/2564 บริษัทได้ลงทุนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 มีสาขารวม 489 สาขา จากเมื่อครึ่งปีแรกที่มีสาขา 451 สาขา ประกอบกับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่มุ่งขยายพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเพิ่มขึ้น


ทำให้พอร์ตสินเชื่อดังกล่าวขยายตัว 42.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยสนับสนุนรายได้จากดอกเบี้ยรวมในไตรมาสนี้เป็น 1,072.4 ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยสินเชื่อโดยเฉลี่ย (Yield on Loan) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 18.3% ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสนี้ทำได้ 113.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 167.4% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาส 3 ของปี 2563


ส่วน 9 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการให้บริการสินเชื่อแก่ลูกค้าเพื่อช่วยสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ทำให้พอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 8,709 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับปี 2563 ทำให้มีรายได้จากดอกเบี้ยรวมอยู่ที่ 1,072.4 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จากพอร์ตสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันยังคงทำสัดส่วนรายได้หลักคิดเป็น 93% ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อเช่าซื้อและผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ) ทำสัดส่วนสูงสุด คิดเป็น 61.8% และ 29.7% ตามลำดับ ขณะที่รายได้จากสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่ที่ 7% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 222.0 ล้านบาท จาก 213.0 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563


สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทมั่นใจว่าจะเติบโต รวมทั้งมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถซึ่งจะช่วยผลักดันผลการดำเนินงานให้แข็งแกร่งมากขึ้น หลังลูกค้าต้องการเงินทุนเพื่อนำไปประกอบอาชีพรับกับจังหวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว พร้อมกันนี้บริษัทฯ จะควบคุมคุณภาพพอร์ตสินเชื่อโดยรวมให้อยู่ในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การพิจารณาการปล่อยสินเชื่อที่มีความรัดกุม ทำให้ บริษัทฯ คาดว่าจะควบคุมหนี้ NPLs ลดลงเหลือ 3.5% จากเดิมอยู่ที่ 3.7% ของพอร์ตสินเชื่อโดยรวม



ตารางแสดงผู้บริหารซื้อสุทธิมากสุดในเดือน ต.ค.


ที่มา บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด



GLOCON ผู้บริหารซื้อสุทธิมากสุด

มาทางด้านของฝั่งผู้ซื้อสุทธิมากสุดในเดือนต.ค. กันบ้าง โดยตกอยู่ที่ GLOCON โดยผู้บริหารซื้อสุทธิรวมราว 30 ล้านหุ้น หุ้นเป็นมูลค่าราว 38.10 ล้านบาท ล่าสุดมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 4/64 คาดจะพลิกมีกำไรอีกครั้ง หลังโรงงานผลไม้อบแห้งกลับมา Operate ได้เต็มที่อีกครั้ง


ขณะที่ธุรกิจ Frozen Food ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของ Traffic จำนวนลูกค้าเข้าร้าน 7-11 และบริษัททยอยออกสินค้าใหม่ต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 3/64 มีการวางขาย Plant Based Food แบบ OEM ใน 7-11 และ Lotus’s และ ภายใต้แบรนด์ตนเอง Kitchen Plus ใน BigC และ Foodland และจะรับรู้รายได้เต็มไตรมาสในไตรมาส 4/64


นอกจากนี้ล่าสุดยังมีการออกสินค้าใหม่ ซุปกิมจิ เต้าหู้อ่อน ภายใต้ แบรนด์ EZYGO วางขายใน 7-11 ทุกสาขา และคาดจะมีสินค้าใหม่อื่นๆอีกในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี อย่างไรก็ตาม ด้วยผลกระทบ COVID-19 ในไตรมาส 3/64 จึงปรับลด กำไรสุทธิปี 64 ลงเป็น 15 ล้านบาท จากเดิม 42 ล้านบาท แต่ยังพลิกจากที่ขาดทุนในปีก่อน


ล่าสุดบริษัทประกาศซื้อธุรกิจลูกชิ้นทิพย์ในสัดส่วน 70% มูลค่า 590 ล้านบาท แหล่งเงินทุนมาจากการเพิ่มทุน RO 5:1 ราคา 0.9 บาท, เงินที่จะได้รับจากการสิทธิแปลง GLOCON-W4 และเงินสดในกิจการ รวมถึงจะขออนุมัติออกหุ้นกู้อีก 1 พันล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำรอง


โดยลูกชิ้นทิพย์เน้นขายช่องทางการขายค้าปลีกผ่าน Kiosk กว่า 400 ร้านค้าทั่วประเทศ และเน้นขายส่งผ่านช่องทาง TT (ซึ่งเป็นช่องทางที่ GLOCON ไม่ถนัด น่าจะช่วยเสริมให้กับ GLOCON ได้ในระยะถัดไป) ส่วนช่องทาง MT ยังมีรายได้น้อยมาก ซึ่งเป็นช่องทางที่ GLOCON ถนัดและมีแผนนำลูกชิ้นทิพย์ขยายเข้าไปในระยะถัดไปเช่นเดียวกัน น่าจะเห็น Synergy ระหว่างกันในอนาคต


ดังนั้นปรับเพิ่มกำไรปี 65 ซึ่งสามารถหักล้างผลของ Dilution ได้หมด อิงข้อมูลงบการเงินจากก.พาณิชย์พบว่าลูกชิ้นทิพย์มีรายได้และกำไรปี 62-63 อยู่ ที่ 774 / 632 ล้านบาท และ 67 / 38 ล้านบาท ตามลำดับ โดยปี 63 ถูกกระทบจาก COVID คาดดีลนี้จะแล้วเสร็จในเดือน ก.พ. 65 จึงเริ่มรวมงบการเงินไว้ในประมาณการ


โดยคาดรายได้และกำไรปี 65 ลูกชิ้นทิพย์ไว้ที่ 580 ล้านบาท / 33 ล้านบาท (สัดส่วน 70%) นำไปสู่การปรับเพิ่มกำ ไรสุทธิปี 65 ขึ้น 22.6% เป็น 179 ล้านบาท และรวมหุ้นเพิ่มทุน RO (Fully Diluted) ซึ่งกำไรส่วนเพิ่มดังกล่าวสามารถหักล้างผล Dilution ได้ทั้งหมด จึงยังคงราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 1.5 บาท (อิง PE เดิม 25 เท่า) และคาดกำไรของลูกชิ้นทิพย์จะเติบโตจนเห็นผลบวกของกำไรต่อหุ้นส่วนเพิ่มได้ชัดเจนในปี 66



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”

Most Viewed
Stock of the Day
จับตา El Niño เสี่ยงดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ผลผลิตเกษตรลด-ราคาอาหารพุ่ง เปิดโผธุรกิจไหน ได้/เสีย ประโยชน์
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“ALLY” พร้อม Transform สู่ “Urban Experience Platform” ภายใต้แนวคิด “Where Life Feels Right”… ส่วน “ALLY REIT” เตรียมเพิ่มทุนครั้งที่2 ลุย 3 โครงการใหม่ มูลค่า 1.51 พันลบ. !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นแบงก์พุ่งยกแผง รับปัจจัยหนุนรอบด้าน รัฐเร่งลงทุน-ลุ้น Q2 กำไรดีกว่าคาด บอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง-ปันผลเด่น
เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
“ทิสโก้” แนะกลยุทธ์ลงทุน ก.ค.69 คาด SET ครึ่งปีหลังขึ้นแบบมีคุณภาพ คงเป้าดัชนี 1,600 จุด แม้ DELTA อาจเป็นตัวถ่วง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us