คาดการณ์ครึ่งหลังของปีกลุ่มแบงก์ ใครจะจ่ายเงินปันผลมากกว่ากัน!!
จากกกรณีที่ธปท. ออกหนังสือเกี่ยวกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 หลังพิจารณาผลการทดสอบระดับเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ภายใต้ภาวะวิกฤต (Stress Test) ประจำปี 2564 และเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ไทยมีความแข็งแกร่งของเงินกองทุนและเงินสำรองเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งแม้ยังมีความไม่แน่นอน
แต่อย่างไรก็ตามธปท. มีความเห็นให้ใช้มาตรการเชิงป้องกันในลักษณะที่ผ่อนปรนมากขึ้น โดยให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานประจำปี 2564 ได้ในอัตราไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิปี 2564 จากนโยบายเดิมที่ใช้ในปี2563 คือกำหนดให้จ่ายได้ไม่เกินอัตราการจ่ายในปี 2562 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิปี 2563
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อประเด็นดังกล่าว โดยการที่ ธปท. มีทิศทางผ่อนปรนเกณฑ์จ่ายปันผลของสถาบันการเงินต่อเนื่องจากเกณฑ์การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลกระทบต่อระดับเงินกองทุนของแต่ละธนาคาร เป็นการแสดงออกที่สะท้อนมุมมองเชิงบวกของ ธปท. ต่อระดับความแข็งแกร่งของเงินกองทุนและการตั้งสำรองในปัจจุบัน ที่เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดจากผลของ COVID-19 ที่มีผลต่อคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมภายใต้สถานการณ์วิกฤต (เป็นการทดสอบระดับความเพียงพอของเงินกองทุนเทียบกับเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. ใน Scenario ต่างๆ ของภาวะเศรษฐกิจ เช่น GDP ปรับลง 5-10% หรือการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า เป็นต้น) หลังธนาคารแต่ละแห่งมีระดับ Tier 1 Ratio และ BIS Ratio สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. ถึง 4.5-11.2% และ 5.8-13.7% ตามลำดับ
ขณะที่การเพิ่มขึ้นของ NPL ยังอยู่ในระดับต่ำแต่ละแห่งมีตัวเลขหนี้เสียเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อีกทั้ง ธปท.ยังมาตรการผ่อนปรนเรื่องการจัดชั้นลูกหนี้ และการปรับโครงสร้างหนี้แบบยืดหยุ่นจนถึงปี 2566 ช่วยจำกัด Downside ที่หนี้เสียจะเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณบวกต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มคลาย Lockdownในเดือน ก.ย. ซึ่งคาดช่วยให้ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้สูงขึ้น
ดังนั้นมองเกณฑ์อัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 50% ของกำไรสุทธิปี 2564 ถือเป็นเกณฑ์ที่ค่อนข้างผ่อนคลาย เนื่องจากในปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ยังไม่มีผลกระทบจาก COVID-19 พบว่ามีเพียง TISCO (99.7%) และ KKP(58.5%) ที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงกว่า 50% ของกำไรสุทธิ
ดังนั้นเราคาดธนาคารส่วนใหญ่จะกลับมาจ่ายเงินปันผลประจำปีในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ทำให้ประมาณการเงินปันผลในปี 2564 มี Upside โดยธนาคารที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลในปี 2562 (ปีก่อน COVID-19) สูงกว่าประมาณการอัตราการจ่ายเงินปันผลปี 2564 และไม่เกิน 50% ของก าไรสุทธิปี 2564คือ KBANK ,KTB และ BBL ขณะที่ TISCO มีจุดเด่นเฉพาะตัวจากการเป็น Holding Company ทำให้สามารถปันผลจากบริษัทย่อยอื่นที่ไม่ใช่ธนาคารได้ทำให้อัตราการจ่ายปันผลคาดยังอยู่ในระดับสูงที่ 80-99%
ทั้งนี้ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด” โดยคาดมี Sentiment เชิงบวกหลัง ธปท. ผ่อนปรนเกณฑ์การจ่ายปันผลปี 2564 ขณะที่ผลดำเนินงานในไตรมาส 4/64 คาดจะปรับตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน หลังการตั้งสำรองมีแนวโน้มปรับตัวลง สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
โดยหุ้น Top Pick ยังคงแนะนำ KBANK ราคาเป้าหมาย 180 บาท จากจุดเด่นด้านการขยายฐานสินเชื่อที่โดดเด่นและการเติบโตธุรกิจใหม่ในฝั่ง Fintech ส่วนนักลงทุนที่ชอบหุ้น Div. Yield สูงแนะนำ TISCO ราคาเป้าหมาย 96.50 และ KTB ราคาเป้าหมาย 13.40 ซึ่งคาดใ ห้ Div.Yield สูง 7.2% แ ล ะ 4.3% ตามลำดับ (จ่ายปันผลปีละ 1 ครั้ง)
พื้นฐานและอนาคตของกลุ่ม
บริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าแนวโน้มธุรกิจไตรมาส 4/64 น่าจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องการตั้งสำรอง ECL โดยคาดว่าการผ่อนคลายล็อกดาวน์และวัคซีนที่กระจายในวงกว้างทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ถึงแม้ธปท.ผ่อนคลายเกณฑ์การจัดชั้นหนี้ที่ถูกกระทบจากโควิด แต่ธนาคารยังยืนยันตั้งสำรอง ECL สูงเพื่อรองรับความเสี่ยง
คงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็น Overweight โดยให้ KBANK และ TISCO เป็นหุ้น Top Picksทั้งนี้เห็นว่าธุรกิจธนาคารมีแนวโน้มดีขึ้นจากวิกฤตโควิดที่ผ่อนคลายลง เศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องหลังการทยอยเปิดเมืองส่วนการเปิดประเทศน่าจะเกิดขึ้นได้ปลายปี 64 นี้ เงินกองทุนแข็งแกร่ง ด้าน Valuation จูงใจ ราคาหุ้นหลายธนาคารต่ำกว่า BVS
โดย เลือก KBANK ประเมินราคาพื้นฐาน 195 บาท มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เป็นผู้นำในธุรกิจดิจิตอลแบงก์กิ้ง และกำไรเติบโตดีในปี 64 เพราะในปีก่อนตั้งสำรองสูงมาก ประกอบกับ TISCO ประเมินราคาพื้นฐาน 110 บาท โดยธนาคารมีเงินกองทุนแข็งแกร่ง และมี Coverage ratio และ ROE สูงที่สุดในกลุ่ม รวมทั้งจ่ายปันผลสูง และสม่ำเสมอ

