THAI พลิกมีกำไร 5.1หมื่นล้านบาท จากการขายทรัพย์สินและปรับโครงสร้างหนี้
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI รายงานกำไรสุทธิในงวดเก้าเดือนแรกของ ปี 2564 จำนวน 51,115 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนสุทธิ 49,561 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 51,121 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 23.42 บาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนต่อหุ้น 22.70 บาท โดยมี EBITDA เป็นลบ จำนวน 9,639 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 5,044 ล้านบาท EBITDA Margin เท่ากับ -64.2 เปรียบเทียบกับปีก่อนที่เท่ากับ -10.4%
โดยในงวดเก้าเดือนแรกของปี 2564 บริษัท และบริษัทย่อย มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว-สุทธิ เป็นรายได้รวม 73,084 ล้านบาท ประกอบด้วยกำไรจากการขายเงินลงทุน 2,202 ล้านบาท ,กำไรจากการขายทรัพย์สินจำนวน 628 ล้านบาท,กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ จำนวน 60,730 ล้านบาท,เงินชดเชยโครงการร่วมใจจากองค์กร 4.936 ล้านบาท ,เงินชดเชยกรณีเลิกจ้างพนักงาน 1,222 ล้านบาท
การปรับปรุงรายการผลประโยชน์พนักงาน ลดลง 8,323 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างองค์กร และผลประโยชน์ของพนักงาน,ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเครื่องบินและสินทรัพย์สิทธิการใช้และอุปกรณ์การบินหมุนเวียน (กลับรายการ) จำนวน 18,440 ล้านบาท ,ผลขาดทุนจากการด้อยค่าซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (กลับรายการ)จำนวน116 ล้านบาท,ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวน 11,197 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการตีมูลค่าทางบัญชีของหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศ รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าดำเนินงานเครื่องบินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16
ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทฯ ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการบินเต็มรูปแบบตามสภาวะปกติได้ตั้งแต่ที่ยกเลิกเที่ยวบินทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นการชั่วคราวตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2563 เป็นต้นมาถึงแม้ว่าบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวข์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทบ่อย จะได้เปิดให้บริการเที่ยวบินในประเทศบางส่วนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ และมาตรการจำกัดการเดินทาง ทำให้ต้องมีการพิจารณาปรับลดจำนวนเที่ยวบินตามความต้องการของผู้โดยสารที่ลดลง โดยปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่ของการบินไทยมาจากการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเที่ยวบินผู้โดยสารบางเส้นทาง
ความคืบหน้าตามแผนฟื้นฟู
นอกจากนี้ ตามที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 นั้น เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบตามมติที่ประชุมของเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 มีผลทำให้ผู้บริหารแผนที่ถูกเสนอชื่อตามแผนฟื้นฟูกิจการและคำร้องขอแก้ไขแผนดังกล่าวเป็นผู้บริหารแผน โดยผู้บริหารแผน 2 คนมีอำนาจลงนามร่วมกันเพื่อผูกพันบริษัท ทั้งนี้ ผู้บริหารแผนจะมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัท ตลอดจนการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการต่อไป สาระสำคัญของแผนฟื้นฟูกิจการคือ การปรับโครงสร้างเงินทุน การชำระหนี้ตามกลุ่มของเจ้าหนี้ และผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูกิจการ
สำหรับการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัทฯ ได้กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ ได้แก่ "สายการบินคุณภาพสูง ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ด้วยความแข็งแกร่งของอัตลักษณ์ความเป็นไทย เชื่อมโยงประเทศไทยสู่ทั่วโลก และสร้างผลกำไรที่ดีอย่างต่อเนื่อง" และมีพันธกิจ 4 ด้าน คือ 1. สร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้า 2. ความเป็นเลิศด้านการพาณิชย์ 3. ต้นทุนที่แข่งขันได้ และ 4. ผู้นำด้านปฏิบัติการบิน บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินโครงการตามแผนปฏิรูปธุรกิจ (Transformation Initiatives) กว่า 600 โครงการ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย และการเพิ่มการหารายได้ ตลอดจนการปรับโครงสร้างองค์กร ให้เหมาะสมเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะให้บริการ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมการบิน เมื่อสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลง
