NER คาดรายได้ปี 65 ทะลุ 2.8 หมื่นล้านบาท ทุ่มงบ 240 ล้านเพิ่มกำลังผลิต-ลุยธุรกิจปลายน้ำ
บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เผยแนวโน้มการดำเนินงานในงาน Opportunity Day ประจำไตรมาส 3/2564 ตั้งเป้ารายได้ปี 65 ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท พร้อมทุ่มงบ 240 ล้านบาท ขยายกำลังผลิตโซลาร์เซล พัฒนาธุรกิจปลายน้ำ และซื้อเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER กล่าวถึงแนวโน้มการดำเนินงานของบริษัทในงาน Opportunity Day ประจำไตรมาส 3/2564 ว่า บริษัทมั่นใจรายได้ปี 64 จะเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ 2.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณขายราว 4.4 แสนตัน จากความต้องการยางพาราที่คาดว่าจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
สำหรับปี 2565 บริษัทยังวางเป้าหมายรายได้ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นยอดขายประมาณ 5 แสนตัน ตามการขยายกำลังผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.1 แสนตัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.6 แสนตัน โดยประเมินแนวโน้มราคายางพารายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้ ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหลังจากอินโดนีเซียประสบปัญหาโรครา ทำให้ปริมาณการผลิตลดลง ประกอบกับปริมาณขายรถยนต์ส่วนบุคคลยังเติบโตต่อเนื่อง ช่วยหนุนให้ความต้องการยางพาราเพื่อนำไปผลิตล้อรถยนต์เพิ่มขึ้น
ส่วนธุรกิจปลายน้ำ หรือ แผ่นปูรองปศุสัตว์ ในปี 2565 บริษัทตั้งเป้ารายได้ประมาณ 500 ล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณขายราว 280,500 แผ่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ คาดว่าจะช่วยสนับสนุนรายได้ให้เติบโตต่อเนื่อง
ด้านงบลงทุนปีหน้า บริษัทวางไว้ราว 240 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. ขยายกำลังผลิตจากโซลาร์เซลและไบโอแก๊ส 100 ล้านบาท คาดต้นปี 65 จะมีกำลังผลิตรวม 9 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้ในโรงงาน, 2.พัฒนาและวิจัยธุรกิจปลายน้ำ 100 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทมากกว่าธุรกิจต้นน้ำ และ 3. ซื้อเครื่องจักรอัตโนมัติ 40 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดคอขวดในการดำเนินงาน
“ธุรกิจต้นน้ำและกลางยังดำเนินต่อไป แต่อนาคต NER จะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจปลายน้ำ ซึ่งเป็นการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทมากกว่าธุรกิจต้นน้ำ” นายชูวิทย์ กล่าว
ธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ธุรกิจแผ่นรองนอนสัตว์อาจมีการส่งมอบและติดตั้งเครื่องจักรเฟสแรก กำลังการผลิต 270,000 แผ่นต่อปี คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 1/65 แต่ในช่วงแรกจะใช้วิธีการ OEM บางส่วนจากโรงงานพันธมิตร เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศก่อนตั้งแต่ไตรมาส 1/65 ราว 10,500 แผ่น และจะทยอยส่งออกด้วยโรงงานตัวเองภายในไตรมาส 2/65 ซึ่งจะทำให้ธุรกิจนี้มี GPM สูงขึ้นมากกว่าการจ้าง OEM โดยฝ่ายวิเคราะห์รวมรายได้จากธุรกิจนี้ในปี 2565 ไว้ที่ 500 ลบ. ตามแผนงานของบริษัทที่มีออเดอร์จากลูกค้ารองรับแล้ว หากสามารถทำได้มากกว่าเป้าจะเป็น Upside ต่อประมาณการ ฝ่ายวิเคราะห์ยัง Conservative ต่อ NPM ในปีแรกที่เพียง 12% เทียบกับ Guidance ของบริษัทที่ 20% ได้กำไรจากธุรกิจนี้ในปี 2565 ขั้นต่ำที่ 60 ลบ. ทำให้ประมาณการกำไรปกติปี 2565 เพิ่มขึ้นจากเดิม 3% เป็น 2,095 ลบ. โต 9.8% ซึ่งยังมี Upside gain จากธุรกิจหลักที่ยังคาดการณ์ปริมาณขายที่เพียง 484,664 ตัน เทียบกับเป้าหมายของบริษัทที่ 500,000 ตันในปี 2565 และ ASP คาดที่เพียง 56.3 บาทต่อก.ก.
ปัจจุบันราคาหุ้น ซื้อขายด้วย PER ปี 64 เพียง 6.3 เท่า ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉพาะส่วนของครึ่งหลังปี 64 สูงถึง 4.9% คาด 0.36 บาท ยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2565 ที่ 12.00 บาท
