หุ้นท่องเที่ยวฟื้นตัวคึกคัก Omicron อาจไม่แรงเหมือนที่คาด
ความเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวในวันนี้ ( 7 ธ.ค.64) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก แม้จะมีการพบผู้ติดเชื้อ Omicron รายแรกในประเทศไทยก็ตาม โดยนักวิเคราะห์มองว่า เป็นโอกาสที่น่าสนใจในการเก็บหุ้นกลุ่มดังกล่าว
โดยบล.เอเซียพลัส ประเมินว่า ที่ผ่านมาแม้ไทยจะพบผู้ติดเชื้อรายแรก แต่เชื่อว่าดัชนีไม่น่าจะตอบสนองชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ เหตุเพราะมีปัจจัยที่เป็นกันชนหลายประการ เริ่มจากคุณสมบัติของ Omicron ซึ่งจนถึงปัจจุบันพบว่าทั่วโลกยังไม่มีผู้เสียชีวิต และไม่มีอาการรุนแรงมากกว่า Delta ขณะที่ Vaccine มีประสิทธิภาพป้องกันการเกิดอาการรุนแรงได้ระดับหนึ่ง ในมุมของเศรษฐกิจรัฐบาลไทยยังมีจุดยืนที่จะไม่ทำ Lockdown เหมือนการติดเชื้อรอบที่ผ่านมาเพียงแต่จะเข้มงวดเรื่องการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศในช่องทางต่าง ส่วนตลาดหุ้นไทยนับจากมีข่าวเรื่อง Omicron จนถึงปัจจุบันปรับตัวลดลงไปกว่า 3.66% มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกถือว่าได้ดูดซับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว
ตลาดหุ้นต่างประเทศผ่อนคลาย ลุ้นหุ้นไทยเดินตาม
ปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงในต่างประเทศเริ่มมีแนวโน้มผ่อนคลายลงมาพอสมควร ดังจะเห็นได้จากราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับตัวขึ้นวานนี้ เช่น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมันดิบ +5.4%, ฝ้าย +2.5%, น้ำตาล +2.2% ค่าระวางเรือ BDI +1.8%) รวมไปถึงตลาดหุ้นโลก (Dow Jones +1.9%, S&P 500 +1.2%, NASDAQ +0.9%)
ทั้งนี้ ปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงที่ผ่อนคลายลง มีดังนี้
-
ตลาดแรงงานสหรัฐ: ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐรายงานอัตราการว่างงานเดือน พ.ย. 2564 พบว่าปรับลดลงไปเหลือ 4.2% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี 9 เดือน และยังดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ระดับ 4.5% บางชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีต่อเนื่อง
-
ความกังวล Government Shutdown ของสหรัฐผ่อนคลาย: สภาคองเกรสผ่านกฎหมายงบประมาณชั่วคราวให้กับรัฐบาลสหรัฐจนถึงวันที่ 18 ก.พ. 2565 ส่งผลให้ความกังวลการปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐ (Government Shutdown) ผ่อนคลายลง
-
การปรับลดอัตราเงินสดสำรองของธนาคารกลางจีน: ธนาคารกลางจีน (PBOC) ปรับลดอัตราเงินสดสำรอง (Reserve Requirement Ratio: RRR) ลงจาก 12% เป็น 11.5% โดยให้มีผลในวันที่ 15 ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป โดย PBOC ระบุว่าการปรับลด RRR จะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนภาคเศรษฐกิจ Real Sector ซึ่งการปรับลด RRR เกิดขึ้นภายหลังจากกรณีบริษัท Evergrande (ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่สัญชาติจีน) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงว่าบริษัทฯไม่สามารถรับประกันว่าจะสามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้
ส่วนการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron: แม้ปัจจุบัน พบผู้ติดเชื้อ COVID-19สายพันธุ์ Omicronใน 47 ประเทศทั่วโลก (รวมถึงไทย) ซึ่งสะท้อนว่า Omicron ดูมีแนวโน้มแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ Delta แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าผู้ติดเชื้อ Omicron ส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการ หรือหากมี ก็มีเพียงคล้ายไข้หวัด โดยส่วนใหญ่รักษาที่บ้านได้ และปัจจุบันยังไม่พบผู้เสียชีวิตจากสายพันธุ์ Omicron แต่อย่างใด ซึ่งรายงานดังกล่าวสอดคล้องกับคำกล่าวของนาย Anthony Fauci ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของทำเนียบขาวที่กล่าวว่า “จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลว่า Omicron ทำให้เกิดอาหารเจ็บป่วยรุนแรง”
ภาพรวม จากปัจจัยกดดันต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศผ่อนคลายลง โดยเฉพาะความกังวลสายพันธุ์ Omicron ช่วยให้สินทรัพย์เสี่ยงหลายชนิดปรับเพิ่มขึ้น
เช่น หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองในต่างประเทศ (Boeing, American Airline, Visa, American Express, Walmart, Norwegian Cruise Line, Royal Caribbean Cruise) สวนทางกับหุ้นวัคซีนที่ปรับลง (Moderna, Pfizer) ซึ่ง ASPS มองว่ากระแสดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยในวันนี้ได้ Sentiment เชิงบวกตามไปด้วย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเปิดเมือง เช่น AOT, CPALL, CRC, DOHOME, KBANK, SCB เป็นต้น
ไทย พบต่างชาติติด โอไมครอน แต่ยังห่างไกล Lockdown กระทบตลาดหุ้นจำกัด
ตลาดหุ้นไทยในวันนี้ คาดจะตอบรับรับประเด็น “ทางการรายงานพบชาวต่างชาติ 1 รายมีเชื้อ Covid โอไมครอน” เมื่อวานนี้ซึ่งเป็น ชาวอเมริกันที่เดินทางมาจากสเปนเข้าสู่ระบบไม่กักตัว (Test and go) ทำให้เกิดความกังวลการแพร่กระจายในประเทศไทยในระยะถัดไป เพราะ Covid โอไมครอนแพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์อื่นมาก ถือเป็นบรรยากาศเชิงลบต่อ SET Index ในวันนี้
ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินจากสถานการณ์จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบสัญญาณลบที่กระทบต่อ Fundmaental อย่างมีนัยสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2565 กล่าวคือ
1.) ท่าทีของรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะทำ lockdown และยังเดินหน้าผ่อนคลายกิจกรรมเศรษฐกิจหรือเปิดเมืองต่อเนื่อง อาทิ ยังเดินหน้าให้จัด คริสมาสต์ และปีใหม่ 2022 แต่จะมุ่งเน้นไปที่การเข้มงวด การคัดกรองคนเข้าประเทศผ่านพรมแดน
2.) รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ เช้านี้ล่าสุดเพิ่มขึ้นเพียง 3.5 พันราย ซึ่งยังต่ำกว่า 5 พันราย บ่งชี้ได้ว่าไทยยังควบคุมการติดเชื้อได้ดี
3.) จากการศึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ยังไม่พบว่า ความรุนแรงของโรคหลังติดเชื้อ Covid โอไมครอน รุนแรงกว่าสายพันธ์ Delta
โดยรวมประเมินปัจจัยโควิดยังไม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของไทย คาดเห็นการฟื้นตัวประเมิน Downside การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจและกำไร บจ.จำกัด และน่าจะจำกัด Downside ของ SET และหุ้นเปิดเมือง เปิดประเทศที่ราคาหุ้นปรับฐานลงไปช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความน่าสนใจ หาจังหวะทยอยสะสม
ตลาดหุ้นไทยอาจผันผวนช่วงสั้น หลังพบโอไมครอน แนะ BCH, TU, INSET
ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนในช่วงสั้น หลังพบผู้ติดเชื้อเป็นรายแรก อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นซึมซับและตอบสนองต่อประเด็นลบนี้มาเกินกว่า 10 วันแล้ว การปรับฐานจากประเด็นนี้อาจจะค่อนข้างจำกัด แต่การดีดกลับยังต้องรอพัฒนาการเชิงบวกที่ชัดเจน ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้
เริ่มเห็นตลาดหุ้นต่างประเทศที่พบผู้ติดเชื้อ เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง สะท้อนได้จากผลตอบแทนตลาดหุ้นในประเทศที่พบผู้ติดเชื้อในช่วงที่กังวลโอไมครอน (26 พ.ย. – 6 ธ.ค. 64) เคยปรับฐานลงแรงถึง -4 ถึง -6% แต่ปัจจุบันเริ่มทยอยฟื้นตัวมาเหลือติดลบเพียง -1 % ถึง -3% ดังนั้นตลาดหุ้นไทยที่อาจผันผวนในช่วงสั้น แต่น่าจะฟื้นกลับได้บ้างเหมือนตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ
นักลงทุนต่างประเทศกังวลกับประเด็นโอไมครอนน้อยลง หลังซึมซับข่าวร้ายมาในระดับหนึ่งแล้ว สะท้อนได้จากแรงขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติในช่วงกังวลโควิดโอไมครอนที่ลดน้อยลงตามลำดับ จากขายสุทธิต่อวันกว่า 6 พันล้านบาทต่อวัน เหลือแรงขายไม่ถึง 1 พันล้านบาทต่อวัน
การฟื้นตัวกลับแรงของดัชนีอาจต้องอาศัยสัญญาณบวกที่ดีในอดีตเวลาที่พบการแพร่ระบาดโควิดสายพันธุ์ใหม่ ตลาดหุ้นไทยมักปรับฐานเสมอเฉลี่ยลดลงราว -5% (ตั้งแต่ -3% ถึง -6.6%) ใกล้เคียงกับช่วงปัจจุบัน แต่ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาทันที ซึ่งการปรับฐานกินระยะเวลาสั้นยาวที่แตกต่างกัน ถ้าโควิดสายพันธุ์ใหม่มีการกระจายตัวในประเทศตลาดหุ้นปรับฐานนาน 1.5 - 2 เดือน ดังนั้นการจะกลับมาฟื้นได้ดี คงต้องรอเห็นสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจน เช่น สามารถรับมือการแพร่ระบาดได้, มีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
ทั้งหมดที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะผันผวน แต่ก็สะท้อนปัจจัยลบมาในระดับหนึ่งแล้ว การปรับฐานไม่น่ารุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับข้อมูลตลาดหุ้นต่างประเทศ แต่การฟื้นได้เร็วยังต้องรอสัญญาณการรับมือกับโควิดสายพันธุ์ใหม่ได้ดีก่อน
กลยุทธ์หวังผลระยะกลางถึงยาว แนะนำสะสมหุ้นเปิดเมืองพื้นฐานดีที่ปรับฐานลงมาลึก AOT, TOP, SCC, MINT เป็นต้น ส่วนช่วงสั้นแนะหุ้นที่มีเกราะป้องกันโควิดอย่าง TU, BCH, INSET เป็น Toppick ในวันนี้ หรือทยอยสะสมหุ้นเปิดเมืองที่ลงมาลึกเพื่อหวังผลในระยะกลางยาว
