FETCO คาดปี 65 รัฐบาลประกาศยุบสภา ลุ้นมีเงินไหลเข้าหุ้นไทยเดือนละหมื่นล้าน
วันนี้ตลาดหุ้นไทยเปิดเทรดสดใส หลังหลายฝ่ายประเมินว่า Omicron อาจไม่รุนแรงเหมือนที่กังวล ด้าน FETCO คาดปี 2565 ตลาดหุ้นไทย Outperform แม้สภาพคล่องในตลาดทั่วโลกลด แต่ยังดึงดูดนักลงทุนได้ จากภาวะเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ระบุปี 2565 จะมีการยุบสภาและเลือกตั้งนายกฯ คนใหม่
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ (7 ธ.ค. 2564) ภาพตลาดหุ้นทั่วโลกมีทิศทางคล้ายกัน เนื่องจากแพทย์ประเมินเบื้องต้นว่าการระบาดครั้งนี้อาจไม่ได้รุนแรงเหมือนที่กังวลช่วงแรก แม้จะมีอัตราการติดเชื้อที่เร็วกว่า แต่อาการของโรคไม่ร้ายแรงเท่า Delta และยังไม่มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิต ถึงไทยจะพบผู้ติดเชื้อแล้ว 1 ราย แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติ หากสามารถบริหารจัดการได้ และวัคซีนที่ฉีดปัจจุบันรับมือได้ สถานการณ์อาจไม่ได้น่ากังวลมากนัก
“แม้สถานการณ์ของ Omicron อาจไม่รุนแรง แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม หากจากนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนการระบาดรุนแรงขึ้นมาก ตัวเลขผู้ติดเชื้อแตะระดับหมื่นรายย่อมส่งผลกระทบแน่นอน อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปลี่ยนมุมมองนโยบายการเงิน ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็มีความเสี่ยงจะหลุด 1,600 จุด เช่นกัน ดังนั้นต้องติดตามกันต่อไป” นายไพบูลย์ กล่าว
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2565 เชื่อว่ายังเป็นขาขึ้น คาดดัชนีมีโอกาสแตะระดับ 1,800 จุด โดยประเมิน GDP ไทยจะเติบโตราว 4% จากภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีจากฐานที่ต่ำในปีนี้ และภาคการท่องเที่ยวที่คาดจะกลับมาเติบโต หากนักท่องเที่ยวกลับมาเกิน 10 ล้านคน คาดว่าจะสร้างโมเมนตัมให้เศรษฐกิจพอสมควร อย่างไรก็ตาม ประเมินบนพื้นฐานหากไทยยังสามารถควบคุม Covid-19 ได้ และการฉีดวัคซีนยังเดินหน้าได้ต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 2% ทำให้แรงกดดันด้านนโยบายการเงินไม่มากเท่าประเทศใหญ่ๆ ไม่มีความต้องเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นอีกปัจจัยที่เข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นเช่นกัน โดย บล.ทิสโก้ ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2565 จะเติบโต 12%
ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าปีหน้าจะมีการยุบสภาและเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งช่วงก่อนเลือกตั้งน่าจะมีการสนับสนุนให้ใช้เงิน อาจเป็นการใช้วงเงินกู้จากแพคเกจ 5 แสนล้านบาท ที่เหลือให้หมด คาดว่าปัจจุบันเหลือวงเงินที่ใช้ได้ราว 3 แสนล้านบาท หรืออาจมีการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ด้านฟันด์โฟลว์ แม้สภาพคล่องในตลาดจะลดลงหลังเฟดปรับลดเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการ QE ของสหรัฐ (QE Tapering) เร็วกว่าที่คาด แต่ไทยยังมีปัจจัยที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินได้อยู่ จากภาคท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว หนี้สินจากต่างปนะเทศที่น้อย
“ภาพรวมฟันด์โฟลว์ทั้งโลกอาจไม่โตเท่าเดิมจากการอัดฉีสภาพคล่องที่น้อยลง ทำให้มีความรอบคอบในการลงทุนมากขึ้น สำหรับตลาดหุ้นเกิดใหม่อาจไม่ได้กดดันมากนัก โดยเฉพาะไทยที่มีทุนสำรองในประเทศเยอะ เราไม่ได้พึ่งพาเงินนอก รวมถึงหนี้ต่างประเทศน้อย ทำให้เราไม่ได้มีประเด็นที่ต้องกังวล อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่จะเติบโตหลังชะลอตัวมานาน เบื้องต้นประเมินปีหน้าฟันด์โฟลว์อาจไหลเข้าไทยเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท หรือคาดทั้งปีเกิน 1 แสนล้านบาท” นายไพบูลย์ กล่าว
