ส่องเงินฝรั่งไหลเข้าไทย 2.4 หมื่นล้านบาท คาดเข้าซื้อ 10 หุ้นต่อไปนี้มากที่สุด!!
พลิกเป็นไหลกลับตลาดหุ้นไทยอีกครั้งสำหรับเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติที่ถาโถมเข้าซื้อหุ้นไทยในช่วง 17 วันที่ผ่านมา จากความคืบหน้าของวัคซีนต้าน COVID-19 ทำให้ในช่วง 17 วันที่ผ่านมา เงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 24,175 ล้านบาท เป็นเดือนแรกที่ซื้อสุทธิครั้งแรกในรอบ 10 เดือน ที่พวกเขาขายสุทธิรวมกันมากกว่า 2.75 แสนล้านบาท ทำให้ทิศทางของตลาดหุ้นไทยน่าจะสดใสมากขึ้น
และล่าสุด Moderna ได้เผยแพร่ผลทดสอบวัคซีนป้องกัน COVID -19 มีประสิทธิภาพสูงกว่า 94 % มากกว่าของ Pfizerที่เป็นรายแรกที่พัฒนาวัคซีนสำเร็จซะอีก ทำให้ Wealthy thai ได้เก็บสถิติการเข้าซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ว่าในช่วงที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวอย่างไร และเมื่อเขาเปลี่ยนทิศจากการขายหุ้นเป็นเข้าซื้อหุ้นพวกเขาเข้าซื้อหุ้นกลุ่มไหนมากที่สุด และเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจจะเข้าซื้อหุ้นกลุ่มนี้มากอย่างต่อเนื่อง
ความเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติที่เข้าซื้อหุ้นไทยจาก 1 พ.ย. ถึง 16 พ.ย.63
| AOT | ซื้อสุทธิ 4,909 ล้านบาท |
| BCPG | ซื้อสุทธิ 4,530 ล้านบาท |
| BBL | ซื้อสุทธิ 1,458 ล้านบาท |
| BDMS | ซื้อสุทธิ 1,320 ล้านบาท |
| PTT | ซื้อสุทธิ 1,158 ล้านบาท |
| MINT | ซื้อสุทธิ 805 ล้านบาท |
| TOP | ซื้อสุทธิ 644 ล้านบาท |
| PTTEP | ซื้อสุทธิ 637 ล้านบาท |
| SAWAD | ซื้อสุทธิ 519 ล้านบาท |
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า จากการศึกษาสถิติหากในอดีตประเด็นเรื่องวัคซีนเฟส 3 พบว่า รอบที่แล้ว 9 พ.ย.63 “บริษัท Pfizer ประกาศผลการทดลองวัคซีนมีประสิทธิภาพ 90%” พบว่า ราคาทองคำปรับฐานแรง 4.8%และดัชนี NASDAQ ที่ปรับลดลง 1.53% และ หุ้น Tech ในสหรัฐ หุ้น FAANG, หุ้น Work From Home ราคาหุ้นถูกเทขายทำกำไรหรือปรับฐานแรง จากเรื่องวัคซีน
รอบนี้ 16 พ.ย. “Moderna ประกาศผลวัคซีนมีประสิทธิภาพ 95%” ภาพที่เกิดขึ้นคล้ายๆกันกับรอบ Pfizer แต่การตอบสนองจะน้อยกว่า สะท้อนจาก ราคาทองคำเมื่อวานนี้ เปิดตลาดปรับฐาน 1.5% แต่มีแรงไล่ซื้อกลับมาทรงตัว ส่วนดัชนี NASDAQ รอบนี้กลับเพิ่มขึ้น 0.8% ส่วนหุ้น Tech ในสหรัฐ หุ้น FAANG, หุ้น Work From Home รอบนี้หลายตัวยังบวก อาทิ APPLE, Facebook หรือ บางตัวปรับลงน้อยกว่ารอบที่แล้ว อาทิ Zoom
อย่างไรก็ตามเป็นที่สังเกตว่าในรอบนี้ หุ้นสหรัฐที่เป็นหุ้นเปิดเมือง (Reopen) อาทิ สายการบิน (United Airline, American Airline) หรือ หุ้น Walt Disney รอบนี้กลับปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่เพิ่มในอัตรที่ชะลอลงเช่นกัน ซึ่งดูเหมือนว่าตลาดในรอบนี้จะเชื่อมั่นในการลงทุนต้อหุ้นเปิดเมืองมากขึ้น โดยรวมเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะได้ตอบรับเชิงบวกในหุ้น Reopen เช่นกัน
กลยุทธ์ Moderna Play เลือก CRC, VGI และยังชอบ TPIPL
นับตั้งแต่ Pfizer ประกาศความคืบหน้าของวัคซีน ณ วันที่ 10 พ.ย. 63 จนถึงปัจจุบัน 16 พ.ย. 63 (ระยะเวลา 1 สัปดาห์) SET Index ปรับตัวขึ้นมาถึง 5.07% “ขณะที่ กลุ่มหุ้นที่ Outperform ตลาดสอดคล้องกับกลุ่มหุ้นที่ฝ่ายวิจัยฯแนะนำในธีม Vaccine Play ในบทวิเคราะห์วันที่ Market Talk ประจำวันที่ 10 พ.ย. 63 ทั้งหมด” อาทิ กลุ่มขนส่ง +11.7%, ธ.พ. +11.4%, อสังหาฯ 10.3%, การแพทย์ 10.2%, สื่อสิ่งพิมพ์ 9.3% เป็นต้น
ส่วนวันนี้บริษัท Moderna ประกาศการทดสอบวัคซีน ซึ่งผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ทั้งอัตราความสำเร็จ รวมถึงความสะดวกในการขนส่งและเก็บรักษาที่ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ยังมี Momentum ขึ้นต่อได้ แม้อาจจะไม่ได้แรงเหมือนช่วงที่ผ่านมา กลยุทธ์ยังคงชื่นชอบ 16 หุ้น Vaccine Play ที่ฝ่ายวิจัยฯ เคยแนะนำ
Toppick เลือก VGI, CRC และยังชื่นชอบ TPIPL มีรายละเอียดดังนี้
VGI (FV @ 8.50) 2Q63/64 กำไร 12 ล้านบาท ดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดคาด ฟื้นจากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 104 ล้านบาท จากอัตราการใช้สื่อโฆษณาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50% จาก 30 % เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนของสื่อนอกบ้านในประเทศ และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของ KETH จะช่วย VGI ให้รับรู้มูลค่าบริษัท KETH โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจในต่างประเทศ ดังนั้นเชื่อว่าโมเมนตัมของกำไรใน 3Q63/64 เป็นต้นไป จะดีขึ้นต่อเนื่อง มีปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่ไฮซีซั่นและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประเมินมูลค่าพื้นฐานที่ระดับ 8.50 บาท มี Upside สูงเกือบ 15%
CRC (FV @ 38.00) เห็นปัจจัยบวกหนุนชัดเจน จากประเด็นการค้นพบวัคซีน COVID-19 บวกต่อ CRC ที่มีรายได้นักท่องเที่ยวราว 8% ของรายได้รวม โดยภาพรวมแนวโน้มฟื้นตัวปี 2564 คาดพลิกกลับมาเติบโตสูง 379% คาดหวังได้มากขึ้น จากทั้งรายได้นักท่องเที่ยว บวกกับ การจับจ่ายในประเทศที่มีพัฒนาการดีขึ้น ขณะที่โอกาสเติบโตระยะยาวยังเด่น จากการเป็นผู้นำค้าออนไลน์กลุ่มฯ ฝ่ายวิจัยจึงยังชื่นชอบ CRC ที่จะกลับมาเติบโตเด่นสุดในกลุ่มฯปี 2564 ประกอบกับ ยังเห็นโอกาสจากทั้งการค้าออนไลน์ + M&A มี Upside สูง 15%
TPIPL (FV @ 1.84) กำไร 3Q63 โดดเด่นอยู่ที่ 665 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71%YoY เติบโตด้วยแรงหนุนของธุรกิจโรงไฟฟ้า ส่งผลให้กำไร 9M63 ทำได้มากกว่าประมาณการกำไรทั้งปี รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการยังดีต่อเนื่องภายใต้หลายโครงการลงทุนที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต จึงปรับประมาณการกำไรปี 2563-64 ขึ้น 31% และ 25% ตามลำดับ ขณะที่ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมากเกินไป แม้รวมค่าปรับที่แพ้คดีบนเงื่อนไขที่สูงที่สุดแล้วก็ตาม ให้ราคาเหมาะสมปี 64 ที่ 1.84 บาท มี Upside สูง 30%
