ส่องกลยุทธ์ 7 หุ้นกลุ่มแบงก์ จะเติบโตอย่างไรหลัง Covid-19 คลี่คลาย
หุ้นธนาคารเป็นอีกกลุ่มที่นักวิเคราะห์มองว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/64 จะฟื้นตัวดี และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565 จากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตหลังการคลายล็อกดาวน์ และหลายธนาคารผ่านจุดสูงสุดในการตั้งสำรองไปแล้ว รวมถึงคาดว่าธนาคารแต่ละแห่งจะหันมาให้ความสำคัญกับกลยุทธ์สร้างการเติบโตระยะยาวมากขึ้น เพื่อเตรียมกับมือกับการแข่งขันที่อาจกลับมารุนแรงขึ้นหลัง Covid-19 ผ่านพ้น โดยวันนี้ Wealthy Thai มีข้อมูลของ 7 ธนาคาร ที่ปรับตัวสู้กับกระแส Digital Disruption และเตรียมพร้อมสร้างการเติบโตในยุคหลัง Covid-19 มาฝาก
โดยนักวิเคราะห์จาก บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4/64 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2565 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่สดใสขึ้น การเพิ่ม Risk Appetite ของธนาคารเพื่อหาสินเชื่อ High Yield เข้ามาชดเชย Asset Yield ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างหนี้ และการตั้งสำรองที่คาดว่าจะเริ่มผ่อนคลายลง หลังธนาคารคุมคุณภาพลูกหนี้ได้ดีและมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง โดยประเมินกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารในปี 2564 จะอยู่ที่ 146,083 ล้านบาท โต 30.5% และจะโตต่อ 16.6% ในปี 2565
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2565 คาดว่านักลงทุนจะหันกลับมามองที่ศักยภาพแข่งขันของธนาคารมากขึ้น ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเห็นการลงทุนใหม่ๆ และการปรับโครงสร้างที่น่าสนใจ เพื่อที่จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันระยะยาวของธนาคารให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเตรียมรับการแข่งขันที่จะกลับมารุนแรงขึ้นต่อเนื่องหลังผ่านวิกฤต COVID-19 โดยหุ้นธนาคารภายใต้ Coverage ของ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ SCB, KBANK, BBL, KTB, TTB, TISCO และ KKP มีแนวทางในการเติบโตที่แตกต่างกัน ซึ่งได้รวบรวมแผนเติบโตของธนาคารไว้ ดังนี้
SCB ปรับองค์กรเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ๆ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เป็นธนาคารที่มีความโดดเด่นและก้าวหน้าที่สุดในด้านการปรับตัวเพื่อเตรียมสู้ศึกในยุคดิจิตอล โดยประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่สู่การเป็น Fin Tech Company ภายใต้ชื่อ SCBX ซึ่งภายใต้ จะดำเนินกลยุทธ์การเติบโตภายใต้ธุรกิจ 3 กลุ่มคือ 1. ธุรกิจกลุ่ม Cash Cow ธุรกิจดั้งเดิมของธนาคาร, 2. ธุรกิจในกลุ่ม Consumer Finance และ Digital Financial Services และ 3. ธุรกิจในกลุ่ม Digital Platform และ Technology Services
ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ค่อนข้างมีมุมมองเชิงบวกต่อการปรับโครงสร้างใหม่ของ SCB สู่ SCBX เพราะจะทำให้บริษัทปลดล็อคทั้งในแง่ข้อจำกัดการลงทุนในธุรกิจอื่นนอกจากธุรกิจการเงิน หรือการดำเนินธุรกิจด้านสินเชื่อ Non-Bank ที่มีการผ่อนปรนมากกว่าเดิมและมี Risk Appetite ที่สูงขึ้น รวมถึงมีโอกาสต่อยอดไปในธุรกิจใหม่ด้าน Digital ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ทั้งหมดนี้จะทำให้ภาพของ SCBX เป็น Fin Tech Company ที่แม้ในช่วงสั้นจะยังไม่ต่างจากเดิมมากเพราะรายได้กว่า 90% ยังมาจากธุรกิจเดิม แต่จะมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าผู้เล่นรายอื่นในกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังทยอยส่งยานลูกต่างๆ เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้าง New S-Curve โดยผู้บริหารตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่เป็น 66.6% จากเดิมเพียง 10% หรือ 2 ใน 3 ของรายได้รวมของ SCBX พร้อมๆ กับการเพิ่ม ROE จากเดิมที่ 7% เป็นระดับ High-teen เข้าใกล้ 20% ภายใน 5 ปี
KBANK โตด้านดิจิทัลบนโครงสร้างเดิม พร้อมแผนรุก AEC+3
ถัดมา คือ KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญกับการรุกตลาดดิจิทัลไม่แพ้ SCB โดยเน้นลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น แต่ยังอยู่ภายใต้โครงสร้างธุรกิจเดิม โดยกลยุทธ์การเติบโตของ KBANK จะเน้นไปที่ 3 แนวทางหลัก คือ 1. เน้นดึงดูดให้ลูกค้าหันมาทำธุรกรรมผ่าน Digital Platform “KPLUS” ของธนาคาร เพื่อลดต้นทุนในการดำเนินงานและลดการพึ่งพาสาขาในระยะยาว, 2. การเติบโตในภูมิภาค AEC+3 ตามเป้าหมายที่ต้องการเป็น Regional Banking ซึ่งแม้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจต่างประเทศเพียง 1% แต่บริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวเป็น 5% ภายในปี 2566 และ 3. การรุกตลาด Digital Asset และพัฒนา Technology เพื่อใช้กับธุรกิจธนาคาร
โดยรวมฝ่ายวิเคราะห์มองว่า KBANK เป็นธนาคารที่มีโอกาสเติบโตต่อได้ในยุค Digital และมีฐานลูกค้าเดิมที่ แข็งแรง มีโอกาสเติบโตในตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพดี และมีทรัพยากรบุคคลในเรื่อง IT ไม่ด้อยไปกว่าคู่แข่ง ซึ่งแม้จะมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างที่ยังไม่ได้ปรับตัวสู่การเป็น Holding Company แต่มองว่ายังไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจในปัจจุบัน
BBL เน้นโตแบบ Traditional Bank
สำหรับ BBK หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่เห็นแผนรุกธุรกิจใหม่ๆ มากนัก โดยการลงทุนขยาดใหญ่ที่เห็น คือ การทุ่มเงินกว่า 8 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อหุ้น 98.71% ของ PT Bank Permata ในอินโดนีเซีย ซึ่งการเติบโตแบบดั้งเดิมต้องอาศัยเม็ดเงินจำนวนมาก และต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่ธุรกิจของธนาคารใหม่กับธนาคารเดิมจะรวมเข้าด้วยกันได้ นอกจากนี้ในระยะยาวยังไม่สามารถป้องกัน Technology Disruption ซึ่งเป็นเทรนด์หลักที่ผู้ให้บริการทั่วโลกให้ความสำคัญ ในไม่ช้ากระแสดังกล่าวก็จะค่อยๆ แทรกซึมในตลาดประเทศกำลังพัฒนา และทำให้ความสามารถในการเติบโตของธุรกิจดั้งเดิมแย่ลงเรื่อยๆ ปัจจุบันการลงทุนพัฒนาด้านดิจิตอลของ BBL จะเน้นที่ตัว Platform เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ารายย่อย แต่ยังเน้นที่การใช้งานในฟังก์ชั่นเดิมๆ ไม่แตกต่างจากฟังก์ชั่นพื้นฐานของธนาคารอื่น ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์อยู่ระหว่างติดตามแผนการลงทุนใหม่ๆ ของ BBL ว่าจะมีทิศทางไปในลักษณะใด
KTB ต่อยอดจาก เป๋าตัง สู่ Krungthai NEXT
KTB หรือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นธนาคารที่น่าสนใจสนใจ แต่การมีพันธมิตรกับภาครัฐมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยการรุกตลาดดิจิทัลของ KTB เริ่มมี Footprint ที่ชัดเจนในช่วงการระบาดของ COVID-19 ภาครัฐฯ มีการออกนโยบายเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายโครงการ ซึ่ง KTB เป็นผู้ลงทุนสร้าง Application หลักที่เป็นสื่อกลางภายใต้ชื่อ “เป๋าตัง” ซึ่งประสบความสำเร็จสูงมากเพราะเป็น Application กลางที่รัฐใช้เป็นแหล่งลงทะเบียนโครงการต่างๆ ทำให้มีประชาชนเข้ามาใช้งานสูงถึง 40 ล้านบัญชี มากที่สุดในอุตสาหกรรม โดย KTB อยู่ระหว่างการพยายามดึงดูดผู้ใช้งาน “เป๋าตัง” หันมาใช้บริการ Krungthai NEXT มากขึ้น ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองจำนวนผู้ใช้ทยอยเข้าสู่ระบบของ Krungthai NEXT มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีบริการที่เชื่อมโยงกับ “เป๋าตัง” ง่ายกว่าธนาคารอื่น และมี UI ที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ผู้ใช้เกิดความคุ้นเคย คาดจะช่วยให้ KTB เข้าถึงลูกค้ารายย่อยกลุ่มใหม่นอกเหนือจากกลุ่มพนักงานราชการและรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นลูกค้าหลักของอยู่แล้ว รวมถึงเพิ่มยอดขายด้วยการเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของธนาคาร เช่น ประกันภัย, ประกันชีวิตของ, สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลของ KTC
TTB คาดเห็นผลบวกจาก Synergy ตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นไป
ส่วน TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า กำลังอยู่ในช่วง Take off โดยปี 2565 บริษัทเริ่มกลับมาขยายธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการทยอยรับรู้ผลบวกจาก Synergy ทางธุรกิจ 3 ด้าน คือ 1. Balance Sheet Synergy เน้นขยายสินเชื่อในกลุ่ม High Yield เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือหนึ่งและมือสอง รวมถึงสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และลดสัดส่วนสินเชื่อ Low Yield ลง เพื่อชะลอการไหลลงของ Asset Yield โดยรวม, 2. Revenue Synergy พยายาม Cross Selling และ Upselling ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของธนาคาร เช่น เสนอขายกองทุนรวม, ขายประกันภัยและประกันชีวิต รวมถึงเสนอสินเชื่อประเภทต่างๆ ต่อยอดบนฐานลูกค้าเดิมของทั้ง 2 ธนาคาร ที่มีอยู่มากกว่า 10 ล้านราย ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเดิมเพียง 10% เท่านั้นที่ซ้อนทับกัน ส่งผลให้ TTB มี แนวโน้มที่จะสร้างรายได้บนฐานลูกค้าดังกล่าวได้เพิ่มขึ้น และ 3. Cost Synergy ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการปรับลดพื้นที่สาขาที่มีขอบเขตการให้บริการที่ซ้อนทับกัน ซึ่งที่ผ่านมามีการคืนพื้นที่ของสาขาบางส่วนไปแล้ว นอกจากนี้ TTB ยังปรับลดพนักงานที่มีฟังก์ชั้นการทำงานซ้อนทับกันหรือจัดโครงการ Reskill เพื่อใช้ทรัพย์ยากรบุคคลของธนาคารอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมถึงการลดระบบ IT ที่ไม่จำเป็น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีแนวโน้มปรับตัวลงตามลำดับ สำหรับแผนการลงทุนด้านดิจิทัล ปัจจุบันยังไม่เห็น Big Move นอกเหนือไปจากการรวมฐานผู้ใช้งานของ TMB และ TBANK เข้าสู่ Platform หลักคือ TTB Touch และฝ่ายวิเคราะห์มองว่าก้าวถัดไป TTB จะเน้นพัฒนา Platform ดังกล่าวให้มีรูปแบบและการให้บริการที่ดีขึ้น เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจดั้งเดิมของธนาคาร
TISCO พัฒนา Application แบบ One – Stop – Service
ถัดมา TISCO หรือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หนึ่งในธนาคารที่มีสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจฝั่งดิจิตอลไม่สูงนัก โดยการลงทุนด้านดิจิทัลฝ่ายวิเคราะห์คาด TISCO จะเน้นพัฒนา Application ที่ช่วยต่อยอดและสร้างความ แข็งแรงให้กับธุรกิจเดิม แบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ 1. ธุรกิจสินเชื่อคาดจะเป็น Application ที่รวบรวมข้อมูลของลูกหนี้ และเป็นช่องทางในการขอสินเชื่อที่สะดวกขึ้นจากเดิม ลดความพึ่งพิงบริการจากสาขา ช่วยให้ระบบการคัดกรองการขอสินเชื่อรวดเร็วมากขึ้น มากไปกว่านั้นฝ่ายวิเคราะห์มองว่า TISCO มีโอกาสต่อยอดเสริมบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ เช่น การต่อประกัน พ.ร.บ. หรือการขายประกันภัยในรูปแบบต่างๆ และ 2. ธุรกิจ Wealth เป็นอีกธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะ TISCO มี บลจ. ของตัวเองที่มีผลดำเนินงานค่อนข้างดี และมีฐานลูกค้าในฝั่งหลักทรัพย์ของ บล.ทิสโก้ ที่ต้องการนำเงินไปต่อยอดให้เกิดผลตอบแทนในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้น การเข้ามาของ Application ดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้บริการแบบ One – Stop – Service ทั้งด้านการลงทุน เงินฝาก กองทุนรวม หรือการลงทุนในหุ้นไทย และหุ้นต่างประเทศ รวมถึงการซื้อตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ได้ให้ในอนาคต
KKP จับกลุ่มลูกค้ารายได้สูง และขยายธุรกิจตลาดทุน
และสุดท้าย KKP หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งธนาคารที่ไม่ได้ลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลในธุรกิจฝั่งดิจิตอล เพราะรูปแบบของธุรกิจหลักเน้นการให้สินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์และธุรกิจฝั่งตลาดทุนไม่ได้รับผลกระทบจาก Technology Disruption มากเท่าธนาคารขนาดใหญ่ โดยกลยุทธ์ฝั่งสินเชื่อ คือ การทำ Cross Selling บนฐานลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่บริษัทมีอยู่จำนวนมาก ทำให้สินเชื่อยานยนต์และสินเชื่อบ้านเติบโตดี ขณะเดียวกันก็ยังควบคุม NPL ได้ ส่วนฝั่งตลาดทุน บล.เกียรตินาคินภัทร มีมูลค่าซื้อขายสูงเป็นอันดับ 1 จากการมีฐานลูกค้าหลักเป็นสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการมีทีมวาณิชธนกิจที่มีความสามารถสูงและมีประวัติการทำดีลที่มีความซับซ้อนจำนวนมากในอดีต ทำให้ได้รับงานในธุรกิจวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ บล.เกียรตินาคินภัทร ยังมีธุรกิจ Wealth Management และธุรกิจกองทุนซึ่งที่ผ่านมามีปริมาณ AUA และ AUM เพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 6.8 แสนล้านบาท และ 1 แสนล้านบาท ตามลำดับ สะท้อนว่าธุรกิจฝั่งตลาดทุนของ KKP จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดจะเห็นสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมของ KKP เติบโตขึ้น ลดผลกระทบจากการแข่งขันในตลาดสินเชื่อเช่าซื้อที่จะเริ่มกลับมารุนแรงในปี 2565 หลังหลายบริษัทตั้งเป้ากลับมาขยายสินเชื่อเชิงรุก
ส่วนเติบโตด้านดิจิทัล KKP มีพันธมิตรธุรกิจสำคัญ คือ บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการ True Money Wallet ซึ่งเดิมมีผลิตภัณฑ์ร่วมกันคือเงินฝากออมทรัพย์ KKP Start Saving ที่สามารถเปิดบัญชีได้ผ่าน Application ของ True Wallet และสามารถยืนยันตัวได้ที่ตู้ True Money หรือ 7-Eleven ได้เลย และให้ดอกเบี้ยสูงสุดที่ 2% และล่าสุดมีการต่อยอดเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล KKP Cash Now ดอกเบี้ย 8.99% ต่อปี และวงเงินสูงสุดถึง 4 แสนบาท ผ่อนนานสุด 60 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดอกเบี้ยไม่สูงและผ่อนชำระได้นาน รวมถึงมีความสะดวกจากการขอสินเชื่อยื่นเอกสาร และรอผลอนุมัติผ่าน True Money Wallet ได้เลย ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า Segment ใหม่นี้จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยให้การเติบโตในระยะสั้น-กลางของ KKP มีความน่าสนใจขึ้น
ชู SCB – KBANK เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มฯ
จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ยังคงน้ำหนักลงทุนหุ้นธนาคาร “Overweight” และเลือก SCB และ KBANK เป็น Top Pick ของกลุ่มฯ โดย SCB ให้ราคาเป้าหมายที่ 154 บาท เพราะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังปรับ โครงสร้างเป็น Holding Company พร้อมๆ กับการทยอยจัดตั้งบริษัทใหม่ในกลุ่ม Growth ทั้งส่วนที่เป็น Non-Bank และ Digital Company เพื่อเสริมทัพยานแม่ในระยะยาว ส่วน KBANK ให้ราคาเป้าหมาย 180 บาท เพราะมีศักยภาพในการเติบโตจากการขยายฐานผู้ใช้งาน KPLUS และการรุกตลาด AEC+3 พร้อมแผนลงทุนสร้างการเติบโตใหม่ๆ ผ่าน KBTG

