สำรวจความน่าสนใจ 4 หุ้นกลุ่มปูนใหญ่ กับกำไรที่มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง
หุ้นในกลุ่ม บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ยังเป็นที่นิยมของนักลงทุนมาโดยตลอด ซึ่งวันนี้เราจะพานักลงทุนมาอัพเดทความน่าสนใจของทั้ง 4 บริษัทในกลุ่ม SCC ว่าจะมีความน่าสนใจแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทแม่อย่าง SCC ตามด้วย COTTO, SCGP และน้องเล็กอย่าง TEAMG
SCC กำไรเติบโตต่อเนื่อง
เริ่มจาก SCC โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มการเติบโตสดใสพร้อมความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อแนวทาง ESG คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 550 บาท โดยได้จัดงาน Virtual Roadshow สำหรับ SCC ให้แก่นักลงทุนในประเทศช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่นักลงทุนมองภาพการเติบโตของ SCC ในระยะยาวในเชิงบวก รวมทั้งมีความสามารถในการรับมือสิ่งท้าทายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยธุรกิจเคมีภัณฑ์จะสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่ง
เช่น เริ่มต้นโรงงานใหม่ในเวียดนาม (COD ช่วง 1H23) หนุนกำลังการผลิตขยายตัว 55% ธุรกิจซีเมนต์-วัสดุก่อสร้าง เน้นปรับตัวบริหารต้นทุนเพื่อผ่านความท้าทายต่างๆ และมุ่งสู่ Low carbon ธุรกิจ Packaging มีนวัตกรรมขับเคลื่อนรวมทั้งกลยุทธ์ M&A ธุรกิจ EV Value chain เป็นความหวังใหม่ต่อการสร้าง platform EV รองรับการเติบโตในระยะยาว ส่วนด้าน ESG มี commitment และได้รับการจัดลำดับในระดับโลก (DJSI)
SCC ได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการจัดตั้งแพลตฟอร์มบริการยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ซึ่งครอบคลุมซัพพลายเออร์, การจัดหา, อะไหล่, การประกอบ, การซ่อมบำรุง, สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า, รวมทั้งการจัดหาเงินทุน-ให้บริการลูกค้าองค์กร ธุรกิจที่มีอยู่ของบริษัทยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าในบางแง่มุม เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี (ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง), การลงทุนในกิจการร่วมค้ากับโตโยต้ามอเตอร์ (SCC น่าจะได้รับประโยชน์จากธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้าไปด้วย)
นอกจากนี้ SCC ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าที่มีศักยภาพหลายราย ทั้งนี้คาดว่าจะเห็นแนวทางที่ชัดเจนของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าของ SCC ในช่วงกลางปี 2565 โดยประเมินกำไรสุทธิปี 64 ที่ระดับ 49,772 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นเทียบกับปี 63 ที่ระดับ 34,144 ล้านบาท ขณะที่ปี 65 คาดมีกำไรสุทธิ 48,022 ล้านบาท และปี 66 คาดทะยานสู่ 50,271 ล้านบาท
COTTO ปรับราคาขายขึ้น
ถัดมา COTTO โดยมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า คาดว่าความต้องการกระเบื้องเซรามิคเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 4 จากการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown และหมดฤดูฝน รวมถึงน้ำท่วม นอกจากนั้นบริษัทยังมีแผนจะปรับราคาขายขึ้นอีกเพื่อสะท้อนต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการใช้กําลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามดีมานด์ ทําให้คาดว่า Gross margin ของกระเบื้องเซรามิคน่าจะดีขึ้น จากไตรมาสก่อนหน้า
นอกจากนั้นการออกสินค้าใหม่ เช่น Air Ion Tile รวมถึงเปิดสาขาคลังเซรามิคเพิ่มอีก 5-7 สาขา และเพิ่มเป็น 100 สาขาภายในปี 66 รวมถึงรายได้จากธุรกิจติดตั้งระบบ Solar Cell จะช่วยหนุนรายได้และกําไรให้เติบโตในไตรมาส 4 และปี 65 จึงปรับคําแนะนําเป็น ถือ ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 2.60 บาท
โดยปรับประมาณการกําไรปี 64-66 ขึ้น 1-1.4% ตามงบไตรมาส 3/64 เนื่องจากแนวโน้มดีขึ้นหลังผ่อนคลาย Lockdown และการปรับปรุงประสิทธิภาพของบริษัทได้ผลดี โดยคาดว่ากําไรปีนี้จะอยู่ที่ 670 ล้านบาท เติบโต 59% ถึงแม้จะมีโควิดและต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นมาก ส่วนปี 65 คาดมีกำไรสุทธิ 728 ล้านบาท และปี 66 จะเพิ่มมาอยู่ที่ 795 ล้านบาท
SCGP กำไรไตรมาส 4 ฟื้นเด่น
ขณะที่ SCGP โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความต้องการที่ฟื้นตัว ราคาผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบลดลง ทำให้สเปรดดีขึ้น ในขณะที่ SCGP ขายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรบวกด้วยโซลูชั่นจะได้ราคาดีกว่าปกติ และ ได้แรงหนุนเพิ่มจากการ M&P (Duytan และ Intan) เต็มไตรมาส
ดังนั้นเบื้องต้นประเมินว่ากำไรปกติในไตรมาส 4/64 จะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 1,800-2,000 ล้านบาท เติบโต 24%จากไตรมาสก่อน และเติบโต 17%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรวมปี 2564 คาดจะมีกำไร 8,105 ล้านบาท เติบโต 21%จากปีก่อน
SCGP วางงบลงทุนปี 2564 ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อการเติบโตทั้ง Organic และ Inorganic โดยมี 5 โครงการที่ขยายกำลังการผลิตที่จะทยอยเสร็จในปี 2564-2565 จะช่วยเพิ่มยอดขายรวม 1.1 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึง M&P 3 บริษัท (DuYtan, Intan และ Deltalab) ที่จะรับรู้ในครึ่งหลังปี 2564 จะช่วยเพิ่มยอดขายต่อปีประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท และ ยังบวกด้วยการเติบโตสูง
ส่วนปี 2565 คงตั้งงบลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยปี 2565 คาดยอดขายจะโต 15% สู่ระดับ 138,836 ล้านบาท และ มีกำไร 10,570 ล้านบาท เติบโต 30% จึงคงแนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 75 บาท
TEAMG ไตรมาส 4 สูงสุดของปี
และสุดท้าย TEAMG โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 4/64 คาดผลประกอบการจะฟื้นตัวไปอยู่ในระดับสูงสุดของปีได้ จากการผ่อนคลาย มาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ของรัฐบาล และมีการรับรู้รายได้ของโครงการที่ถูกชะลอในครึ่งแรกปี 64 อีกทั้งยังมี Upside จากงานใหม่ที่เพิ่งได้รับในไตรมาส 3/64 คือ งานที่ปรึกษาบริหารโครงการสนามบินอู่ ตะเภา และงานโครงการระบบผลิตน้ำประปาเพื่อใช้ในโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
ดังนั้นคงคาดกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 112 ล้านบาท ลดลง 6.2%จากปีก่อน เพราะผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่รุนแรงในช่วงกลางปี 2564 ทำให้การรับรู้รายได้ชะลอตัวลง และคาดโตเร่งขึ้น 18% เป็น 132 ล้านบาทในปี 2565 โดยคาดหวังว่าโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่ล่าช้า จะเร่ง เบิกจ่ายได้เร็วขึ้น
Backlog ปัจจุบันอยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท ในส่วนของโครงการของภาครัฐที่คาดจะรู้ผลภายในไตรมาส 4/64 ได้แก่งานที่ปรึกษาโครงการอุโมงค์ระบายน้ำ กทม. และงานโครงการอื่นๆของรัฐบาล มูลค่ารวมราว 400-500 ล้านบาท นอกจากนี้ในปี 2565 ยังมีงานที่ปรึกษาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้, งานที่ปรึกษาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก, สายสีชมพูส่วนต่อขยาย และงานรถไฟรางคู่สาย ใหม่ ที่คาดว่าจะเข้ามาช่วยหนุน Backlog ของTEAMG ให้อยู่ในระดับสูงสุดได้
ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2565 ได้ราคาเหมาะสมที่ 3.05 บาท แนะนำ “Trading”แต่ในระยะยาวมีมุมมองเป็นบวกจากผลประกอบการที่ฟื้นตัวได้และจากการที่ Nexture Ventures เข้ามาถือหุ้น ซึ่งมีโอกาสปรับประมาณการขึ้น เมื่อเห็น Synergy ต่อกันที่ชัดเจน

