Official Update :

3 เหตุผล STGT ต้องเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ วิเคราะห์ประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ ??

บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ราคาหุ้นเช้าวันนี้กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังจากที่ประกาศข่าวดี 3 เรื่อง เรื่องแรกคือผลประกอบการไตรมาส3/63 ออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยนักวิเคราะห์คาดกันว่าจะทำกำไรสุทธิได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่ทาง STGT ประกาศกำไรสุทธิออกมาแล้วทำได้กว่า 4,400 ล้านบาท ตอบรับยอดออเดอร์ถุงมือยางที่พุ่งสูงขึ้นจากการระบาดของไวรัสโควิด19 ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสหรัฐ และยุโรปจนถึงขั้นทำให้หลายประเทศต้องประกาศล็อคดาวน์เป็นรอบที่ 2 ซึ่ง STGT ก็มียอดส่งออกไปยังสหรัฐและยุโรปรวมกันกว่า 40% สำหรับข่าวดีที่สองคือการที่เตรียมนำหุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ซึ่งภาพรวมจะส่งผลให้นักลงทุนตางชาติเข้าถึงหุ้นของ STGT ได้มากขึ้น โดยสอดคล้องกับที่บอร์ดเคาะเรื่องการแตกพาร์หุ้นของ STGT จาก 1 บาทเป็น 0.50 บาท

โดยที่ประชุมคณะกรรมการของ STGT ได้อนุมัติทำการศึกษา และเตรียมการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Secondary Listing by way of Introduction) บนกระดานหลัก (Main Board) ของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดย STGT จะไม่มีการออกและเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดย STGT เชื่อว่าการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ จะส่งผลให้เกิดการขยายฐานของผู้ถือหุ้นของให้มีความหลากหลาย และทำให้มีช่องทางในการระดมทุนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งเป็นการสร้างชื่อเสียง และทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาค โดยการจดทะเบียนดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2/64

อย่างไรก็ตามการศึกษายังอยู่ในระยะเริ่มต้นและอยู่ภายใต้ปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ ซึ่งรวมถึงการหารือและการได้รับอนุมัติต่างๆ จากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ทั้งนี้หากได้รับการอนุมัติแล้ว STGT จะต้องจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลและเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในเวลาเดียวกัน และจัดให้มีกลไกการโอนหุ้น เพื่อให้หุ้นซึ่งเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ สามารถโอนระหว่างตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองตลาดได้

ทั้งนี้หากลองวิเคราะห์ตามที่ STGT ระบุไว้ว่าเตรียมนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ จะเป็นการขยายฐานของผู้ถือหุ้นให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน STGT มีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยอยู่ที่ 9,971 คน คิดเป็นการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) 38.01% และมีสัดส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นนักลงทุนต่างชาติที่ปรากฎรายชื่อในบัญชีผู้ถือหุ้นรวมกัน 4.58% ดังนั้นการเตรียมนำหุ้นเข้าจดทะเบียนใตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ก็อาจจะมีส่วนช่วยเพิ่มฐานของผู้ถือหุ้นของ STGT ได้ โดยจะสอดคล้องกับการที่ STGT มีมติเตรียมขออนุมัติประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแตกพาร์จาก 1 บาทเหลือ 0.50 บาท

โดยหลังจากที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรกในวันที่ 2 ก.ค. 63 ซึ่งถือเป็นหุ้นไอพีโอตัวแรกที่เข้าซื้อขายหลังจากที่สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด 19 เริ่มคลี่คลายลง นักลงทุนคงจะจำกันได้ดีว่าราคาหุ้นของ STGT หลังจากที่ระฆังลั่นเปิดการซื้อขายราคาหุ้นก็ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 62.50% หรือเพิ่มขึ้น 21.25 บาท จากราคาเสนอขายไอพีโอที่ 34 บาท มาอยู่ที่ 55.25 บาทต่อหุ้น ณ ขณะนั้นถือว่าเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนไปพร้อมกับความบรรยากาศการลงทุนให้กับนักลงทุนเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นหุ้นที่ได้รับปัจจัยบวกจากการระบาดของไวรัสโควิด 19 มากที่สุดในไทย ในช่วงนั้นนักวิเคราะห์หลายสำนักได้ประเมินราคาพื้นฐานของ STGT ไว้ที่เฉลี่ย 40-52 บาทต่อหุ้น

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ราคาหุ้นของ STGT อยู่ที่ 79 บาท ซึ่งเคยทำราคาได้สูงสุดที่ 93.25 บาท ในวันที่ 29 ต.ค. โดยในช่วงเดือนต.ค.นักวิเคราะห์หลายสำนักได้ทยอยปรับเพิ่มราคาเหมาะสมของ STGT เฉลี่ยอยู่ที่ 110 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้จากวันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ แค่เพียงไม่กี่เดือนบอร์ดของ STGT ก็มีมติเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาการแตกพาร์เป็น 0.5 บาท จากเดิมอยู่ที่ 1 บาทอต่อหุ้น ซึ่งส่งผลให้มีหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 2,857,560,00 หุ้น จากเดิมอยู่ที่ 1,434,780,000 หุ้น

อีกหนึ่งเหตุผลที่ STGT จะนำหุ้นเข้าไปเทรดในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ คือเพิ่มช่องทางการระดมทุน เพื่อโอกาสการลงทุนขยายกำลังการผลิตรองรับความต้องการในอนาคต การมีช่องทางระดมทุนที่เพิ่มขึ้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยการระดมทุนอาจจะเป็นการเสนอขายหุ้นกู้ ซึ่งจะเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่นักลงทุนในประเทศ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนจากต่างประเทศสามารถเป็นเจ้าของหุ้นกู้ของ STGT ได้ง่ายและมีจำนวนเพียงพอ หรือการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ์ที่จะสามารถใช้สิทธิแปลงซื้อหุ้นของ STGT อีกหนึ่งเหตุผลคือการที่จะช่วยทำให้ STGT เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาค โดยจะต้องยอมรับเลยว่า STGT ถือเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่อันดับที่ 3 ของโลก แต่ยังคงมีบางกลุ่มบางประเทศที่ยังไม่เคยใช้สินค้า หรือไม่รู้ว่าที่มาที่ไปของถุงมือยางที่ใช้นั้นมาจากไหน ดังนั้นจึงเป็นการช่วยขยายฐานลูกค้าของบริษัทได้อีกทางหนึ่ง

โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การที่ STGT มีแผนจะเข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์ จะช่วยทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้าถึงหุ้น STGT ได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการที่แตกพาร์ก็จะทำให้มีจำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้นทั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกให้กับหุ้น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องจับตาดู เพราะกรณีศึกษาจากหุ้นหลายตัวที่เมื่อทำการแตกพาร์แล้วราคาหุ้นมักจะถึงจุดอิ่มตัว เช่นเดียวกัน AOT หรือ GULF ขณะเดียวกันยอมรับว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นยังไม่เปลี่ยนแปลงความต้องการใช้ถุงมือยางยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการประกาศล็อคดาวน์รอบที่ 2 และเมื่อมีวัคซีนมาแล้วการฉีดวัคซีน ยังคงต้องใช้ถุงมือยางอย่างต่อเนื่อง

ประกาศผลงาน Q3/63 กำไรสุทธิพุ่ง 4,400 ลบ.

จากความต้องการในการบริโภคถุงมือยางที่ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น ท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศทั่วโลก โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ (New Case) ทั่วโลกเฉลี่ยในไตรมาส 3/63 เฉลี่ยอยู่ที่ 255,300 รายต่อวัน จากค่าเฉลี่ยที่ 104,188 รายต่อวัน ในไตรมาส 2/63 ดังนั้นจึงส่งผลให้ความต้องการบริโภคถุงมือยางที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากการเกิดขึ้นของ COVID-19 โดยถุงมือยางเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงจำเป็นสำหรับการใช้งานในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ความต้องการในการใช้ถุงมือยางซึ่งเป็นอุปกรณ์ PPE ขั้นพื้นฐานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามความต้องการใช้ถุงมือยางสวนทางกับกำลังการผลิตและวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่งผลให้ราคาขายของถุงมือยางในตลาดโลกปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ตามความต้องการในการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

ทั้งนี้ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/63 ของ STGT เติบโตเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทมาเลยก็ว่าได้ โดยมีรายได้อยู่ที่ 8,142 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 169% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส2/63 (COVID-19 เริ่มระบาด) จำนวน 67.60% และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,401ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,113% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 123 ล้านบาท

นอกเหนือจากปัจจัยของความต้องการสินค้าอย่างมากแล้วนั้น ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากราคาขายที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องไปกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดอยู่ที่ 1,140 บาทต่อพันชิ้น USD ซึ่งเติบโตกว่า 73.2 จากไตรมาส 2 และมากกว่าช่วงปีก่อนกว่า 89.10% โดย ASP ของถุงมือยาง NBR เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ล้วนแต่เป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะจากประเทศสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยุโรป โดยในสิ้นไตรมาสนี้ทาง STGT มีสัดส่วนยอดขายหลักๆอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชีย จำนวน 39% และมีสัดส่วนยอดขายไปยังทวีปยุโรปที่ 22% ส่วนที่สหรัฐฯมียอดขายจำนวน 19%

ด้วยจุดแข็งในเรื่องของสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ (NR:NBR) ที่เป็นเอกลักษณ์ของ STGT และความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิตที่สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตระหว่างถุงมือ NRPF และ NBR ประกอบกับการมีโรงงานตั้งอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักในการผลิตน้ำยางข้นที่มีคุณภาพระดับโลก ทำให้ STGT สามารถผลิตถุงมือยางที่มีคุณภาพได้ในปริมาณสูงสุด เพื่อเป็นการตอบสนองต่อความต้องการใช้ถุงมือยางที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั่วโลกได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้แผนการเพิ่มกำลังการผลิตจะขยับ

นอกจากนี้ยังมีแผนการกำลังการผลิตเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ 80,000 ล้านชิ้น ภายในปี 67 ซึ่งได้เริ่มดำเนินการและคาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้อีก 2 ปี โดยภายในไตรมาส 1/64 ทาง STGT จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากโรงงานสาขาสุราษฎร์ธานี (SR2) และโรงงานแห่งใหม่ในจ.สุราษฎร์ธานี (SR3) ภายในไตรมาส 2/64 และจะทำให้ภายในสิ้นปี 65 จะมีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 49,100 ล้านชิ้นต่อปี คิดเป็นอัตราการกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปี 63 ประมาณ 50% โดยจะมีโครงสร้างการผลิตผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง NR ในสัดส่วน 50% และผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง NBR ในสัดส่วน 50% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

Most Viewed
Stock of the Day
จับตา El Niño เสี่ยงดันเงินเฟ้อรอบใหม่ ผลผลิตเกษตรลด-ราคาอาหารพุ่ง เปิดโผธุรกิจไหน ได้/เสีย ประโยชน์
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“ALLY” พร้อม Transform สู่ “Urban Experience Platform” ภายใต้แนวคิด “Where Life Feels Right”… ส่วน “ALLY REIT” เตรียมเพิ่มทุนครั้งที่2 ลุย 3 โครงการใหม่ มูลค่า 1.51 พันลบ. !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นแบงก์พุ่งยกแผง รับปัจจัยหนุนรอบด้าน รัฐเร่งลงทุน-ลุ้น Q2 กำไรดีกว่าคาด บอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง-ปันผลเด่น
เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
“ทิสโก้” แนะกลยุทธ์ลงทุน ก.ค.69 คาด SET ครึ่งปีหลังขึ้นแบบมีคุณภาพ คงเป้าดัชนี 1,600 จุด แม้ DELTA อาจเป็นตัวถ่วง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us