Official Update :

หุ้นธนาคารบวกยกแผง เด้งรับนโยบายแบงก์ชาติ

ถือเป็นข่าวดีและประเด็นบวกให้กับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงเช้าวันนี้ โดยดัชนีกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 2.74% หรือ 7.14จุด มาอยู่ที่ 296.69 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 7,512 ล้านบาท หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กำหนดแนวทางการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2563 โดยพิจารณาจากแผนบริหารจัดการเงินกองทุนและผลประเมิน stress test ของสถาบันการเงิน ในช่วงปี 63-65 พบว่า สถาบันการเงินยังคงมีเงินกองทุนและเงินสำรองเพียงพอรองรับสถานการณ์เลวร้ายจากการระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับสถาบันการเงินได้เพิ่มความระมัดระวังด้วยการทยอยตั้งสำรองและสะสมเงินกองทุนเพิ่มเติมมาโดยตลอด ทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีอัตราการกันเงินสำรองถึง 1.5 เท่าของสินเชื่อด้อยคุณภาพ และมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 19.8% ณ ไตรมาส 3/63

อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ธปท. จึงเห็นควรมีมาตรการเชิงป้องกัน โดยให้สถาบันการเงินสามารถจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานของปี 63 ได้ไม่เกินอัตราการจ่ายในปี 62 และต้องไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิของปี 2563 โดยเฉลี่ยการจ่ายเงินปันผลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบอยู่ที่ 40% ของกำไรสุทธิ ซึ่งสอดคล้องต่อแนวทางของผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น ผู้ฝากเงิน และลูกหนี้ของสถาบันการเงินในระยะยาวแต่อย่างไรก็ตามสำหรับการจ่ายเงินปันผลในปีถัดๆ ไปนั้น จะต้องดูแลและติดตามการจ่ายปันผลของสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด โดยจะพิจารณาในภาพรวมเป็นช่วงๆ โดยต้องดูระดับเงินกองทุนของสถาบันการเงินเป็นหลักในการรองรับสถานการณ์ในระยะข้างหน้า

โดย Wealthy Thai จัดอันดับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ธาคารไหนให้อัตราเงินปันผลผลตอบแทนมากที่สุด รวมถึงแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในอนาคต 5 อันดับ ได้แก่ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP เป็นหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่ให้อัตราเงินปันผลผลตอบแทนมากที่สุดถึง 24.94% สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ประมาณการใหม่คาดกำไรปกติของ TCAP ในไตรมาส4/63 จะเริ่มดีขึ้น หลังได้อานิสงส์บวกจากการฟื้นตัวของ TMB ที่ผ่านพ้นการตั้งสำรองก้อนใหญ่ไปแล้วในไตรมส3/63 ขณะที่สินเชื่อยานยนต์มีแนวโน้มขยับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีสอดคล้องกับยอดขายยานยนต์ในประเทศที่ดีขึ้น บวกกับผลดำเนินงานของ THANI ที่คาดปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเริ่มคึกคักมากขึ้น ทำให้ความต้องการสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกปรับตัวดีขึ้น บวกกับมีปัจจัยบวกจากต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง และด้วยการเพิ่มทุนรอบล่าสุดทำให้ TCAP มีสัดส่วนถือหุ้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยช่วยเพิ่มสัดส่วนกำไรจาก THANI หนุนให้ทั้งปี 63 คาด TCAP จะมีกำไรปกติ 3,824 ลบ. ลดลง 37.8%จากปีก่อน แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมาย 37 บาท

อันดับที่ 2 คือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ให้อัตราเงินปันผลตอบแทน ที่ 10.62% แนวโน้มการเติบโตของ TISCO บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า TISCO ถือเป็นหุ้นที่ถือว่าได้แรงหนุนเต็มๆ หลังจากธปท.อนุมัติให้ปี 63 แบงก์จ่ายปันผล 50% ทั้งนี้หลังจากปรับ Payoutแล้ว คาด TISCO จ่ายปันผลได้สูงถึง 5.1% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงเป็นลำดับต้นๆในกลุ่มธฯาคารพาณิชย์ ขณะที่มุมมองทางพื้นฐานยังคงแข็งแกร่งสุดในกลุ่มสะท้อนจาก Coverage ratio สูงสุดในกลุ่มฯ ที่ 196% รวมทั้งสัดส่วนลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือค่อนข้างต่ำ คิดเป็น 20% ของพอร์ตสินเชื่อดังนั้นถือเป็นโอกาสสะสมประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 80 บาท

ขณะที่อันดับที่ 3 ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP โดยให้อัตราเงินปันผลตอบแทน ที่ 10.24% บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด เลือก KKP เป็นหุ้นเด่นสุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั้งในแง่ของอัตราเงินปันผลตอบแทน และอัพไซราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานปี 64 ประกอบกับมีประเด็นบวกเรื่องของพอร์ตสินเชื่อที่มีความเสี่ยงเป็นหนี้เสียน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งมีสัดส่วนลูกหนี้ SME ที่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 เพียง 11.20% ของพอร์ต โดยคาด KKP จะให้อัตราผลตอบแทนที่ 7.50%

สำหรับอันดับ 4 บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ระดับ 8.21% บทวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในไตรมาส3/63 สินเชื่อเพิ่ม แต่ NPL ลดลง ทั้งนี้สินเชื่อสุทธิในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อน โดยมาจากทุกประเภทสินเชื่อ แต่ LHFG สามารถลดระดับ NPL ลงได้เหลือ 2.8% จาก 3.1% ในไตรมาสก่อน และการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ ทำให้ระดับสำรองต่อ NPL เพิ่มเป็น 107% ปรับประมาณการกำไร และราคาพื้นฐานลง ปรับคำแนะนำลงมาเป็น“ทยอยซื้อ” ปรับลดประมาณการกำไรปี 63 ลงเหลือ 2,500 ล้านบาท ลดลง 23.4% จากปีก่อนจากการตั้งสำรองที่สูงกว่าคาด และปรับราคาพื้นฐานลงมาเป็น 0.88 บาท มีส่วนต่างน้อยลง จึงปรับคำแนะนำลงมาเป็น“ทยอยซื้อ”

ส่วนอันดับที่ 5 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 7.86% บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า สินเชื่อทั้งปีจะเติบโต 4% หนุนโดยสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจซึ่งปลอดภัยกว่าในภาวะที่ภาพเศรษฐกิจไม่แน่นอน ในด้านของรายได้ค่าธรรมเนียมคาดจะเติบโตขึ้นจากแบงก์แอสชัวรันส์หลังจากการขายเงินลงทุนใน SCB Life Assurance ให้ FWD สำหรับ OPEX คาดว่าจะชะลอตัวลงหลังจากผ่านเฟสของการลงทุนหนักๆไปแล้ว อีกทั้งยังคาดการตั้งสำรองฯ จะลดลงในไตรมาส4/63 จากสัดส่วนสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือของ ธปท. ลดลงจาก 39% ณสิ้นไตรมาส2/63 ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องตั้งสำรองฯ เพิ่มเติมสำหรับสินเชื่อกลุ่มนี้น่าจะลดลง ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 79 บาท