ความท้าทายของหุ้นไทย เมื่อ Fed พร้อมขึ้นดอกเบี้ย
Fed ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามคาด Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ซึ่งบทความนี้มีคำตอบมาให้แล้ว
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ผลประชุม Fed ออกมาตามคาดโดยการปรับลดวงเงิน QE ในอัตรา 3 หมื่น ล้านUSD/เดือน หนุนตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวกลับขึ้นมา โดย Fed ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่ตลาด Price in ไปแล้ว
สำหรับผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีประเด็นสำคัญ คือ 1. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0-0.25% สอดคล้องกับที่ตลาดคาดไว้ 2. มีมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น: สะท้อนจาก Fed ปรับเพิ่มประมาณการ GDP สหรัฐปี 2565 ขึ้นเป็น 4%yoy จาก 3.8%yoy, อัตราการว่างงานปี 2564-2565 ปรับลงเหลือ 4.3% และ 3.5% จาก 4.8% และ 3.8% ตามลำดับ และอัตราเงิน เฟ้อปรับเพิ่มเป็น 5.3%, 2.6%, 2.3% จาก 4.2%, 2.2%, 2.2% ในปี 2564-2566 ตามลำดับ
3.Fed ส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินที่โน้มเอียงไปทางด้านตึงตัวมากขึ้น 3.1. การปรับลดวงเงิน QE (QE Tapering): ประกาศแผน QE Tapering ใหม่ ซึ่ง เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยในเดือน ม.ค. 2565 จะเร่งทำ QE Tapering เพิ่มเป็นเดือน ละ 3 หมื่นล้านเหรียญ จากเดิมเดือนละ 1.5 หมื่นล้านเหรียญ ส่งผลให้ มาตรการ QE จะสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2565 (กราฟเส้นสีส้ม) จากเดิมสิ้นสุดใน เดือน มิ.ย. 2564 สอดคล้องกับที่ ตลาดและ ASPS เคยนำเสนอไปเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
3.2. Fed ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้น: สะท้อนจาก (Dot plot) พบว่า Fed ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2565 จำนวน 3 ครั้ง ส่วน ปี 2566-2567 ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจาก Dot plot เมื่อเดือน ก.ย. 2564 ที่ส่งสัญญาณว่าปี 2565 จะขึ้นเพียง 1 ครั้ง
โดยสรุป แม้ Fed จะส่งสัญญาณนโยบายไปทางด้านตึงตัวมากขึ้น แต่กลับพบว่าตลาด การเงินโลกไม่ต้องตอบสนองมากนัก สะท้อนจากตลาดหุ้นสหรัฐสามารถพลิกกลับมา บวกได้ภายหลังการประชุม Fed เสร็จสิ้น, ตลาดหุ้นยุโรปเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตลาด หุ้นเอเชียแกว่งทรงตัว, Dollar Index พักตัวหลังทดสอบแนวต้าน 97 จุด ขณะที่ Bond Yield สหรัฐปรับขึ้น
สาเหตุที่ตลาดไม่ได้ตอบสนองเชิงลบมากนัก คาดว่าเกิดจากตลาดได้ตอบรับ (Price in) ประเด็น Fed ไปในระดับหนึ่งในช่วงที่ผ่านมาแล้ว สังเกตได้จากผลสำรวจของ Bloomberg ที่พบว่า ตลาดการเงินคาด Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2565 (ดูเพิ่มในบทวิเคราะห์ Invest+ ฉบับเดือน ธ.ค. 2564) ประเมินจากการ ตอบสนองในเชิงลบที่จำกัดของตลาดหุ้นและตลาดการเงินโลก เชื่อว่าจะช่วยให้ ตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีโอกาสตอบสนองในเชิงลบอย่างจำกัดตามไปด้วย โดย ประเด็น Fed ที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คาดจะเป็นการเผยแพร่รายงานการประชุม Fed ของเดือน ธ.ค. 2564 ที่จะเผยแพร่ในช่วงต้นเดือน ม.ค. 2565
อย่างไรก็ตามแม้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก และสหรัฐจะเป็นขาขึ้น หลังการประชุม Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยยาวติดต่อกันในปี 2565-2567 (ดังกล่าวข้างต้น) ส่วนไทยการ ประชุม กนง. สัปดาห์หน้าวันพุธที่ 22 ธ.ค. ASPS คาดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ 0.5% และประเมินดอกเบี้ยไทยจะทรงตัวต่ำที่ 0.5%ต่อไปตลอดในปี 2565 คาดการขึ้นไทย จะช้ากว่าสหรัฐ เนื่องจากสภาพแวดล้อมไทยแตกต่างจากสหรัฐ
SCB, KBANK, BLA หุ้นเด่น
โดยรวมสรุปทั้งหมดเชื่อว่าไทยยังอยู่กับภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำไปอีกเป็นปี ทำให้ Market Earning Yield Gap (ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้นกับพันธบัตร 1 ปี) อยู่ ระดับกว้างแบบนี้ต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ที่ 4% (ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต) หากคิด กลับเป็น ดัชนีเป้าหมายของปีหน้า คาด EPS65F ที่ระดับ 81 บาท/หุ้น (เติบโต 10%YoY) เมื่อคูณกับ P/E ตามกลไก Market Earning Yield Gap เฉลี่ย 3.9% ที่ 22.73 เท่า จะได้เป้าหมายดัชนี 1,840 จุด แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังมี Upside ให้ลงทุนอีกทางนึงสนับสนุนความเชื่อว่า Downside ของดอกเบี้ยเป็น Bottom ไปแล้ว
เป็นบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยทรงตัวหรือขึ้น อาทิ กลุ่มธนาคาร พาณิชย์ Top pick กลุ่ม แนะนำ SCB, KBANK กลุ่มประกันชีวิต แนะนำ BLA
กสิกรไทย เคาะหุ้นเด่นอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การตัดสินใจของ Fed เป็นไปตามตลาดคาด ดังนั้นจึงคงมุมมองเชิงบวกโดยมีเป้าหมายปี 2565 ที่ 1,680 จุด สอดคล้องกับการตัดสินใจของ Fed คาดตลาดจะมีความท้าทายมากขึ้นในครึ่งหลังปี 65 จากอัตราเงินเฟ้อที่สูง
เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยตั้งเป้าหมายปี 2565 ไว้ที่ 1,680 จุด อิงจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 95.53 บาท และส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นกับพันธบัตร 10 ปี (EYG) ที่ 3.71% (- 0.75SD) โดยยังคงมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ซึ่งคาดว่า GDP ปี 2565 จะเติบโต 3.7% จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มดีขึ้น การเปิดพรมแดนอีกครั้ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีอยู่ และการส่งออกและอุปสงค์ทั่วโลกที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าตลาดตราสารทุนจะมีความท้าทายมากขึ้นในครึ่งปีหลังของปี 2565 หาก Fed ไม่สามารถจัดการปัญหาเงินเฟ้อได้ หลังจากที่ Fed เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายใน ไตรมาส 2/2565 โดยนักลงทุนน่าจะต้องติดตามปัจจัยที่เชือมโยงกับเงินเฟ้อของทั้งอุปทาน (ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักของจากการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน) และอุปสงค์ (ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นในตลาดแรงงานที่ตึงตัวและสภาพคล่องที่สูงในตลาด)
ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในสหรัฐฯแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีที่ 4.9% ในเดือน พ.ย. 2564 โดยทำการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของ SET Index ในกรณีที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีปรับสูงขึ้น ผ่านแบบจำลอง EYG พบว่าการเพิ่มขึ้นทุกๆ 25 bps ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี จะส่งผลให้ SET Index มี downside 60-80 จุด จากเป้าหมายปี 2565 ของเราที่ 1,680 จุด
ดังนั้นยังคงธีมที่ฝ่ายวิจัยชอบและหุ้นเด่นไว้ในปี 2565 ซึ่งรวมถึงหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้ง (CPALL OSP LH และ STEC), อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (BLA และ SCB) pent-up demand ของการท่องเที่ยว (SPRC และ AWC) และกลุ่ม anti-commodity (PTG GFPT EPG และ BGRIM)
หยวนต้าฯ แนะ 3 เทคนิคลงทุน
ส่วนมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ระยะแรกของการขึ้นดอกเบี้ยจากจุดต่ำสุด ตลาดหุ้นยังมีแรงส่งได้อีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าขึ้นไปถึงจุดที่ดอกเบี้ยพันธบัตร มีผลตอบแทนที่ดึงดูด นักลงทุนอาจจะมองว่าจะไปเทหมดหน้าตักตลาดหุ้นทำไม ในเมื่อลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยภาพในปี 65 ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะความน่าสนใจของสินทรัพย์หนึ่งที่เพิ่มขึ้น จะทำให้อีกสินทรัพย์ด้อยค่าลง อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังลงทุนได้ เพราะข้อดีของตลาดหุ้นไทยไม่ได้แพงเหมือนที่อื่น
ทั้งนี้หากจะลงทุนในตลาดหุ้น สิ่งที่อยากให้นักลงทุนสังเกตในปี 65 หากปริมาณซื้อขายลดลง นักลงทุนก็ควรลดการลงทุน จะเล่นด้วยปริมาณเงินเท่าเดิมไม่ได้แล้ว กล่าวคือ ปี 65 ที่จะต้องดู คือ ปริมาณซื้อขายของตลาด รวมทั้งเตรียมปรับพอร์ตการลงทุน อาจจะนำเงินไปพักไว้ในตลาดเงิน (Money Market) เพื่อรอดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายหากนักลงทุนจะเลือกลงทุนในหุ้นให้เลือกบริษัทที่มีหนี้ไม่สูงเกินไป หุ้น value stock จะเด่นกว่า Growth stock
“ผลการประชุมเฟดไม่ได้กดตลาดให้ลงน่ากลัวอะไร แต่เป็นปัจจัยที่จำกัดอัพไซด์มากกว่า เนื่องจาก เงื่อนไขสภาพคล่อง”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
คำแนะนำ 2 แนวคิด คือ ภาพระยะกลาง สิ่งที่จะเกิดขึ้น ดอลลาร์จะแข็งค่า โดยทิศทางเงินบาทช่วงครึ่งแรกปี 65 ควรจะอ่อนค่า จะกลับมา stable หรือแข็งค่าในครึ่งปีหลัง โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อน คือ กลุ่มส่งออก อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ TU, KCE, HANA, SMT,AH, SATรวมทั้งกลุ่มแบงก์ และประกัน ที่จะได้ประโยชน์ตามทิศทางดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น KBANK, SCB, BLA ส่วนกลุ่มที่ต้องระวัง คือ กลุ่มหนี้สูง พงสุดขีด
“หุ้น global play ปีก่อนเด่นมาก ปีหน้ามองหุ้น Domestic play จะเด่น เพราะปัจจัยที่จะมาหักล้างปัจจัยลบด้านดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น คือ ในประเทศมีความหวังหลายอย่าง ทั้งมาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่จะเข้มข้นขึ้น รวมทั้งความคาดหวังการเมืองในประเทศ”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

