2 ข้อเรียกร้องที่ THCOM ต้องจ่าย หลังกระทรวงดิจิทัล สั่งชดใช้ข้อพิพาท 7.9 พันลบ.
เกิดเป็นคดีข้อพิพาทกันอีกครั้งระหว่างระหว่าง บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หลังจากที่ทาง THCOM ได้ปลดระวางดาวเทียวไทยคม 5 ซึ่งทางกระทรวงได้ให้ความเห็นในเมื่อปลดระวางดาวเทียมไทยคม 5 ไปแล้วนั้นจะต้องสร้างดาวเทียมใหม่เพื่อชดชเยให้กับลูกค้าและสร้างสำรองไว้
แต่อย่างไรก็ตาม THCOM ให้ความเห็นว่าบริษัทได้สร้างดาวเทียมไทยคม 6 ไว้แล้วรองรับลูกค้าที่ใช้บริการอยู่แล้ว รวมถึงให้ลูกค้าไปใช้ดาวเทียมดวงอื่นๆที่ยังโคจรอยู่ ในเมื่อความคิดเห็นทั้งสองฝ่ายไม่ตกกันจึงทำให้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้อง โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย.63 THCOM ได้รับหนังสือชี้แจงให้เข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ และคำเสนอข้อพิพาทจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
โดยทางดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เรียกร้องให้ THCOM ดำเนินการสร้างและส่งมอบดาวเทียมทดแทนดาวเทียมไทยคม 5 แต่หากไม่ส่งมอบดาวเทียมที่จะมาใช้แทนไทยคม 5 ได้ ให้ใช้ราคาดาวเทียมเป็นเงิน 7,790,097,900 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค.63 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าปรับเป็นเงิน 4,980,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตรา 7.5%
อย่างไรก็ตาม บริษัทชี้แจงว่าข้อพิพาทนี้เพิ่มจะเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท และยังอยู่ในระหว่างทำคำตอบและคำคัดค้านส่งไปยังสถาบันอนญาโตตุลาการ ซึ่งยังไม่ได้มีการแต่งตั้งอนุญาโตของแต่ละฝ่ายแต่อย่างใด บริษัทยังไม่มีหน้าที่ ที่จะต้องปฎิบัติตามที่กระทรวงดิจิทัลฯร้องขอ ทั้งนี้บริษัทได้ดำเนินการตามสัญญากิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศอย่างครบถ้วน จึงได้เตรียมการทำคำคัดค้านตามกระบวนการ
ประเด็นดังกล่าวเป็นที่กังวลต่อนักลงทุนว่าผลสรุปแล้วมันจะออกมาแบบไหนทาง THCOM จะมีวิธีแก้ข้อเรียกร้องตรงนี้อย่างไร หรืออาจจะต้องแพ้คดีถูกเรียกร้องค่าเสียงหายกว่า 7.9 พันล้านบาท จึงทำให้ราคาหุ้นของ THCOM วานนี้ (9 พ.ย.63) ปรับตัวลดลง 4.39% หรือลดลง 0.25บาท ปิดตลาดที่ราคา 5.45 บาทต่อหุ้น โดยในระหว่างวันราคาหุ้นทำราคาต่ำสุดที่ระดับ 5.15 บาทต่อหุ้น โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 65 ล้านบาท
หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีประเด็นจากทางฝั่งสหรัฐฯส่งต่อมายัง THCOM ว่า ทาง THCOM ได้พูดคุยกับ Starlink บริษัทภายใต้การบริหารของ อีลอน มัสก์ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจดาวเทียมมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) จึงทำให้ราคายานกว่า 3.67% หรือ 0.20%
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด รายงานว่า ปัจจัยดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเล็กน้อย คาดว่าประเด็นดังกล่าวอาจเป็น overhang เพิ่มเติมกับการเจรจากับภาครัฐเกี่ยวกับการดำเนินงานธุรกิจหลังหมดสัมปทานได้ โดยจะต้องเข้าสู่ process อนุญาโตตุลาการก่อน
แต่เชิงปัจจัยพื้นฐานยังไม่มีผลในทันที ทั้งนี้ แม้มูลค่าที่กระทรวงดิจิทัลฯ เรียกร้องจะค่อนข้างสูงคิดเป็นราว -7.1 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม คาดจะยังไม่มีผลต่อปัจจัยพื้นฐานในทันที เพราะกระบวนการทางศาลยังมีอีกมาก โดยหลังเข้าอนุญาโตตุลาการ และหากได้รับผลไม่เป็นที่น่าพอใจต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็สามารถร้องต่อศาลปกครองกลางต่อได้ แนะนำ “เปลี่ยนตัวเล่น” โดยคงราคาเป้าหมายปี 64 ที่ 4.8 ทั้งนี้ มองว่าเร็วเกินไปที่จะได้ประโยชน์ทั้งจากการร่วมมือกับ CAT หรือโอกาสทางธุรกิจจากแนวคิดให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม LEO ของผู้ประกอบการรายใหญ่ของโลก
ทางฝั่งบริษัท หลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เผยว่า ข้อพิพาทระหว่าง กระทรวงดิจทัลฯ และ THCOM จะใช้เวลาประมาณ 5-10 ปีเพื่อให้ได้ข้อสรุป ราคาหุ้นน่าจะตอบสนองต่อความเชื่อมั่นเชิงลบในระยะสั้น ซึ่งTHCOM น่าจะได้รับผลกระทบในช่วง 0.19-4.50 บาท คงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมายที่ 5.50 บาท ราคาเข้าซื้อ 4.00 บาท
ขณะที่นายปฐมภพ สุวรรณศิริ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านการค้า THCOM ยืนยันว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาสัมปทานอย่างถูกต้องและครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องตั้งเงินสำรองเพื่อชดใช้ความเสียหายดังกล่าว เนื่องจากหากเทียบกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับไทยคม 7-8 นั้น จะใช้เวลาพิจารณาถึง 2 ปี และคาดว่าในกรณีของไทยคม 5 ก็จะใช้เวลาเช่นเดียวกัน
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/63 คาดว่าจะเติบโตได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 3/63 โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 3 ราย เพื่อดำเนินธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนในอนาคต ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างการศึกษาดาวเทียมดวงใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยในส่วนแรก จะพิจารณาในการสร้างดาวเทียมบนวงโคจรของรัฐบาลไทย ซึ่งขณะนี้ทาง กสทช. อยู่ระหว่างร่างกฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับการประมูล นอกจากนี้ยังศึกษาการให้บริการผ่านดาวเทียมต่างชาติ หรือ จากวงโคจรต่างชาติ ซึ่งบริษัทสามารถร่วมกับพันธมิตรในการสร้างดาวเทียมร่วมกัน เพื่อให้บริการในประเทศไทย
