เช็ค 10 หุ้น SET50 ราคาพุ่งแรง!!
นับเป็นปีที่ตลาดหุ้นคึกคักและมีความเคลื่อนไหวอย่างมาก มีหุ้นหลายตัวที่ราคาปรับขึ้นมาจนอยู่ในเรดาห์ของนักลงทุน และก็มีบางหุ้นที่หายเงียบไปเช่นกัน วันนี้ Wealthy Thai จึงได้สำรวจ 10 อันดับหุ้น SET50 ที่มีราคาปรับขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ต้นปี (1 ม.ค. – 27 ธ.ค. 2564) มาดูกันว่าหนึ่งในนั้นจะมีหุ้นของคุณหรือไม่ และหุ้นอะไรที่ราคาปรับขึ้นมากที่สุด

KCE ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนศักยภาพ
สำหรับหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมากที่สุด หนีไม่พ้นหุ้นอิเล็กทรอนิกส์สุดฮอตอย่าง KCE หรือ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานสำคัญในการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด ซึ่งปีนี้ราคาหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์หลายตัวปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะถูกมองว่าจะเป็นหุ้นที่จะเติบโตไปกับเทรนด์โลกอนาคต ทั้งพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และโทรคมนาคม ทำให้ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นของ KCE ปรับขึ้นมาแล้วถึง 116.87%
ด้านแนวโน้มการเติบโต นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า KCE คงแนวโน้มยอดขายไตรมาส 4/64 เฉพาะส่วนของ PCB เติบโตที่ 20% เติบโตทั้งจากไตรมาส 3/64 และ 4/63 ขณะเดียวกันปี 2565 KCE ได้ปรับเพิ่มราคาขายอีกราว 3% และมี Order เต็มแล้วถึงกลางปี ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการปี 2564 และ 2565 ที่ 2.4 พันล้านบาท โต119% และ 3.2 พันล้านบาท โต 33% รวมถึงคงคำแนะนำ ซื้อ อิงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 99.00 บาท ต่อหุ้น อิง PER Band 36.5x (+1.5SD) ทั้งนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพการทำกำไรระยะยาวบนกำลังการผลิตใหม่
COM7 ไตรมาส 4/64 ทำ New High
ส่วนอันดับ 2 คือ COM7 หรือ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หุ้นไอทีสุดฮิตที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนไม่แพ้กัน เพราะได้รับผลบวกจากความต้องการใช้สินค้าไอทีที่เติบโตเป็นเท่าตัวจากการ Work From Home และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ ส่งผลให้กำไรเติบโตอย่างมาก โดยกำไรสุทธิ 9 เดือน ปี 2564 อยู่ที่ 1,723.17 ล้านบาท มากกว่ากำไรของปีก่อนทั้งปี ทำให้ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นของ COM7 ปรับขึ้นมาแล้ว 108.97%
นักวิเคราะห์จากบล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า COM7 ยังมั่นใจต่อการเติบโตในปี 2565 หลังเห็นคำสั่งซื้อแข็งแกร่ง โดยฝ่ายวิเคราะห์มองว่าผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/64 ไปแล้ว คาดกำไรไตรมาส 4/64 จะเร่งตัวขึ้นทำ New High ระดับ 700 ล้านบาท หลังหมดปัญหาแรงงานติดเชื้อ และอยู่ระหว่างเร่งขยายกำลังการผลิตเพิ่ม 20% คาดจะใช้ได้เต็มตั้งแต่ไตรมาส 1/65 เป็นต้นไป และจะช่วยขจัดปัญหาผลิตไม่ทัน เพราะล่าสุดคำสั่งซื้อครอบคลุมครึ่งแรกปี 6255 แล้ว จึงคาดเห็นรายได้และกำไรจะเร่งตัวขึ้นในทุกไตรมาสของปี 2565 ขณะที่ยังไม่ถูกกระทบจาก Chip Shortage ส่วน Container Shortage กระทบจำกัด ดังนั้นยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 – 2565 ไว้ตามเดิมคาดโต 120% และ 35% ตามลำดับ และคงราคาเป้าหมาย 100 บาท (อิง PE เดิม 35 เท่า) ยังมี upside 10.5% คงคำแนะนำ ซื้อ
EA เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรม EV ในประเทศ
และอันดับ 3 คือ EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ต้นปีราคาหุ้นปรับขึ้นมาแล้ว 90.86% โดย EA อีกหนึ่งหุ้นที่ราคาปรับขึ้นร้อนแรงในปีนี้ และทำสถิติสูงสุดใหม่แตะระดับ 100 บาท ได้ในวันที่ 17 ธ.ค. 2564 ก่อนจะย่อตัวเล็กเล็กน้อย ซึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ราคาหุ้นของ EA บวกแรงไม่พักมาจากพัฒนาการในธุรกิจผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ที่ล่าสุดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรที่ทันสมัยและมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์เต็มตัว
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิของ EA ในปี 2564-2566 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุน S-curve ใหม่ในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการผลิตและการขาย e-bus เชิงพาณิชย์และ e-trucks ซึ่ง EA มีข้อได้เปรียบที่ก้าวสู่อุตสาหกรรมนี้เป็นรายแรก ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่และรถ EV จะช่วยให้ EA ได้รับประโยชน์เต็มที่จากนโยบายและแพ็กเกจจูงใจซื้อรถ EV ของภาครัฐ คือ นโยบายเปลี่ยนเครื่องยนต์สันดาปภายในไทย ตามแนวโน้มที่อุตสาหกรรมยานยนต์จะเข้าสู่อุตสาหกรรม EV มากขึ้นในปี 2583 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ ยังคงคำแนะนำ ซื้อ และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 88 บาท เป็น 122 บาท
