หุ้นส่งออกสินค้ากับประเด็นบวก ที่จะหนุนผลงานปี 65 เติบโต
แนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะขยับขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญใกล้ระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากที่ผ่านมาในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของปี 64 ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปแตะระดับแนวต้านสำคัญที่ 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากความกังวลการระบาดของโอมิครอนในประเทศ
อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องจับตาฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติ เพราะช่วงที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายแห่งระบุว่าเริ่มเห็นสัญญาณการกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามโฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจกลับทิศทางได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะโฟลว์ของตราสารหนี้ระยะสั้น ที่เป็นตัวบ่งชี้สะท้อนภาพการเก็งกำไรค่าเงินบาทได้
ขณะเดียวกันมีประเด็นข่าวที่น่าสนใจคือล่าสุดทางกระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานตัวเลขการส่งออกเดือนพ.ย.64 ขยายตัว 24.7% ขณะที่การส่งออกช่วง 11 เดือนปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.) ขยายตัวได้ 16.4% ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกของไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ภาคการผลิตทั่วโลกที่เติบโต เงินบาทอ่อนค่า
ทั้งสองประเด็นข่าวดังกล่าวได้สอดคล้องกับการที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัดระบุว่า ขณะนี้เงินบาทอ่อนค่าแรงจะแตะ 34 บาทอีกครั้ง ประกอบกับประเด็นการส่งออกของไทยเดือน พ.ย. โตกว่าคาด 24.7% ซึ่งดีต่อหุ้นส่งออก โดยเชื่อว่าหุ้นในกลุ่มส่งออกคาดจะเกิดกระแสการเก็งกำไร จากปัจจัยแวดล้อมสนับสนุน
โดยเงินบาทต่อดอลลาร์ เช้านี้อ่อนค่าแรงต่อเนื่องติดต่อกัน 2 วัน รวมราว 1.6% และมีแนวโน้มจะอ่อนค่าต่อไปแตะ 34 บาทซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญอีกครั้ง ล่าสุดอยู่ที่ 33.7 บาท (ดังรูป) ผลจากโควิด Omicron ในไทย ขณะที่ยอดส่งออกไทย เดือน พ.ย. 2564 กระทรวงพาณิชย์รานยงาน ขยายตัว 24.7% จากปีก่อน สูงกว่าตลาดคาดจะขยายตัว 18% จากปีก่อน
ดังนั้น 2 ประเด็นถือเป็นปัจจัยหนุน ต่อหุ้นในกลุ่มส่งออก ซึ่งแนะนำหุ้นส่งออกที่ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง อาทิ เช่น NER, STA, TU, AH, SAT และ MCS เป็นต้น
ทั้งนี้เมื่อรู้จะพามาดูในแง่ของตัวอย่างปัจจัยพื้นฐานของหุ้นในแต่ละตัวที่นักวิเคราะห์ได้ทำการคัดสรรมาให้กับนักลงทุนใน ธีมหุ้นส่งออกที่ได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทอ่อนค่าและการส่งออกของไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เริ่มกันที่ NER นักวิเคราะห์มองว่าทิศทางกำไรสุทธิปี 2564-65 จะเติบโตถึง 87% และ 17% จากปริมาณขายยางพาราเพิ่มขึ้น
ขณะที่ธุรกิจแผ่นปูรองนอนวัวจะเริ่มทยอยส่งมอบสินค้าตั้งแต่งวดไตรมาส 1/65 ถือเป็นการเข้าสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต โดยฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมธุรกิจดังกล่าวไว้ในประมาณการ ราคาหุ้นปัจจุบันมี PERเพียง 7 เท่า และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล กว่า 5% จึงยังแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 10.20 บาท
ส่วนหุ้นยางพาราอย่าง STA นักวิเคราะห์มองว่า คาดกำไรสุทธิปี 64 จะเพิ่มขึ้นถึง 71.9% จากปีก่อน เพราะธุรกิจถุงมือยางและยางพาราเติบโต อย่างไรก็ตาม คาดกำไรสุทธิปี 65 จะลดลง 51.4% สาเหตุหลักจากธุรกิจถุงมือยางอ่อนตัวลง ผลกระทบจากแนวโน้มราคาขายถุงมือยางปรับลดลง จากสถานการณ์โควิดทยอยคลี่คลายดีขึ้น ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าแนวโน้มธุรกิจยางพาราที่จะฟื้นตัว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หนุนแนวโน้มปริมาณขายยางพาราเติบโตต่อเนื่อง
ข้ามมากันที่ธุรกิจส่งออกอาหาร ได้แก่ TU คงประมาณการกำไรสุทธิปี 64-65 จะเพิ่มขึ้น 21.9% และ 3.4% จากธุรกิจกุ้ง แซลมอน และธุรกิจ Red Lobster ฟื้นตัวชัดเจน เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 จะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 3/64 เนื่องจากเป็นช่วง low season ของธุรกิจอาหารกระป๋องและร้านอาหาร Red Lobster หักล้างผลบวกจากแนวโน้มธุรกิจอาหารแช่เย็น แช่แข็งและอาหารสัตว์เลี้ยงฟื้นตัว และทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่องในไตรมาส 4/64ไปได้ทั้งหมด
ย้ายฝั่งมากันที่หุ้นส่องออกชิ้นส่วนยานยนต์อีกหนึ่งรายใหญ่ของไทย เช่น SAT นักวิเคราะห์คงประมาณการกำไรปกติปี 65 ที่ 1 พันล้านบาท ขยายตัว 9% หนุนด้วยยอดขายเติบโต 10% เท่ากับ 9.2 พันล้านบาท ตามการเพิ่มขึ้นของยอดผลิตรถยนต์ไทย ทั้งตลาดในประเทศ เป็นไปในทิศทางเดียวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และตลาดส่งออก ตามพัฒนาการของเศรษฐกิจโลก อีกทั้ง SAT มีแรงขับเคลื่อนจากออเดอร์ใหม่จากผู้ผลิตรถยนต์ในไทยราว 300 – 400 ล้านบาทต่อปี
โดยอิง PER 11 เท่า ให้มูลค่าเหมาะสม ปี 65 ที่ 27.5 บาท คงแนะนำ ซื้อ จากทิศทางกำไรปี 2564 –65 ขยายตัว พร้อมคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 6% -7% โดยฝ่ายวิจัยประเมิน DPS งวดครึ่งหลังปี 64 ราว 1 บาท คิดเป็น ผลตอบแทน ประมาณ 4.6%

