จับตา 5 หุ้นใหญ่ที่ “NVDR” เคาะซื้อ เป็นสัญญาณบอกว่า..ต่างชาติมองเห็นอะไร?
วันที่ 4 ม.ค.65 เป็นวันแรกที่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการในศักราชใหม่ของปี 65 พบว่ามีสัญญาณการซื้อสุทธิของนักลงทุนประเภทสถาบันเป็นวันทำการที่ 9 ติดต่อกัน (ตั้งแต่ก่อนช่วงวันปิดสิ้นปี 64) ซึ่งทำให้มีมูลค่าการซื้อสุทธิสะสมกว่า 2 หมื่นล้านบาท และในวันที่ 4 ม.ค.65 วันเดียวนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิไปกว่า 6 พันล้านบาท ขณะที่ยอดซื้อสุทธิของ NVDR มีการเข้าซื้อสุทธิหุ้นขนาดใหญ่ที่อิงกับภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และการคลายความกังวลของ “Omicron”
ดังนั้นจึงเป็นจุดสะท้อนให้เห็นภาพว่ากลุ่มหน้าหุ้นที่ NVDR เข้ามาเก็บนั้นจะเป็นตัวที่ได้แรงหนุนจากกระแสเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติ โดยกลุ่มหุ้นที่ NVDR เข้าซื้อสุทธิในช่วงเวลาวันที่ 4 ม.ค.65 ประกอบด้วย KBANK ซึ่งมียอดซื้อสุทธิเป็นอันดับที่ 1 โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักได้เลือกให้เป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์เพราะกลุ่มธนาคารจะอิงควบคู่ไปกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศจากยอดสินเชื่อรายย่อยที่เพิ่มขึ้น
อันดับที่ 2 คือ PTT ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาหลายคนคงจะผิดหวังฟอร์มราคาหุ้นของ PTT กันไม่น้อย เพราะถือเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นไม่ยอมไปไหนกับเพื่อนๆสักที แต่ต้องอย่าลืมว่า PTT ไม่ได้มีแค่เพียงธุรกิจปิโตรเลียมอีกต่อไป เพราะจากแผนที่ทาง PTT วางไว้ว่าจะใช้งบลงทุน 5ปี ประมาณ 2 แสนล้านบาท ขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ เทรนด์ของโลกอย่างแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า
อันดับที่ 3 ได้แก่ SCB โดยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา SCB ได้สร้างความฮือฮาเขย่าวงการเงินด้วยการประกาศตั้งยานแม่ และแยกย่อยยานลูก ด้วยการกระจายแตกไลน์แยกธุรกิจต่างๆ ที่ต่อจากนี้ไปจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ธนาคารพาณิชย์อีกต่อไป เพื่อการก้าวเดินหน้าขยับขยายให้เติบโตได้โดยสะดวกโดยไม่ติดกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆ ล่าสุดได้ผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นกันไปเรียบร้อยแล้ว โดยกระบวนการจะนำ SCBX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แทน SCB เสร็จสิ้นภายในไตรมาส 1/65
อันดับที่ 4. CPF เป็นอีกหุ้นที่จะได้ประโยชน์เมื่อภาคการอุปโภคบริโภคในประเทศฟื้นตัว และล่าสุดมีประเด็นที่สำคัญในช่วงหยุดเทศกาลขึ้นปีใหม่คือการที่ ราคาหมูและไก่ทำจุดสูงสุดในรอบหลายปี โดยราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ระดับสูง และทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาไก่ก็ทำจุดสูงสุดในรอบ 4 ปี จากความต้องการบริโภคเนื้อไก่ฟื้นตัว ดังนั้นเองจึงทำให้เปิดช่วงการซื้อขายวันแรกของตลาดหุ้น CPF จึงได้รับความสนใจอยู่ในจอเรดาร์
ปิดท้ายในอันดับที่ 5 คือ MTC ด้วยแนวโน้มการเร่งเปิดสาขาแห่งใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อมากขึ้น ที่เติบโตล้อไปกับเศรษฐกิจในประเทศจึงทำให้ MTC ได้ถูกเลือกรับการลงทุนของ NVDR ที่ไม่แพ้กับหุ้นใหญ่ตัวอื่นๆ ขณะเดียวกันความน่าสนใจของ MTC คือความสามารถในการทำกำไรที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่องถึงแม้ว่าในปี 64 จะเติบโตไม่แรงเหมือนครั้งที่ผ่านๆมาแต่ในปี 65 นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกไว้แล้วว่าจะเติบโตได้ไกลว่าปี 64
ส่องกล้องมองแนวโน้มอนาคต
ทั้งนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมตัวอย่างในมุมของปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มหุ้นดังกล่าวที่นักวิเคราะห์หลายแห่งได้ระบุถึงแนวโน้มและประมาณการกำไร มาให้นักลงทุนได้รับรู้ข้อมูลและไว้เพื่อเป็นการพิจารณาในการเลือกลงทุน ไม่รอช้าขอเริ่มกันที่หุ้น KBANK ซึ่งเป็นหุ้นที่ NVDR ซื้อสุทธิมากที่สุด
โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า KBANK มักจะเป็นเป้าหมายแรกที่ต่างชาติจะเข้าซื้อ โดยแนวโน้มเศรษฐกิจกลับมาเติบโตหนุนสินเชื่อขยายตัว เทรนด์ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นตามเงินเฟ้อหนุน NIM เพิ่มขึ้น แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 166 บาท
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า PTT ซึ่งถือเป็นหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่นและปิโตรเคมี ที่ได้ประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่องนับจากต้นปีและคาดว่ากลุ่มพลังงานจะเป็นเป้าหมายการกลับเข้าซื้อของนักลงทุนต่างประเทศต่อไปต่อจากกลุ่มธนาคารและ ICT ที่ปรับตัวขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว
ทางด้านบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงน้ำหนักลงทุน กลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด” มองผลดำเนินงานอยู่ในช่วงฟื้นตัวตั้งแต่ 4Q64 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 65 ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องหนี้เสียถูกจำกัดด้วยมาตรการ ธปท. ที่ผ่อนปรน ทำให้การบริหารหนี้เสียของสถาบันการเงินทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับหุ้นแนะนำเราชอบ SCB ราคาเป้าหมาย 154บาท ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างเป็น SCBX
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินกำไรสุทธิปี 65 ของ CPF ไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลัก จากการฟื้นตัวของราคาเนื้อสัตว์ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ประกอบกับ การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายลง
และบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองอนาคตหุ้น MTC ว่า แนวโน้มกำไรปี 65 ดีขึ้น เป็นผลจากสินเชื่อเติบโตต่อ และ Yield น่าจะดีขึ้นจากระดับต่ำสุดในไตรมาส 4/64 นอกจากนั้นได้จัดตั้งบริษัท Muangthai Pay Later ดำเนินธุรกิจเช่าซื้อสินค้าที่ไม่ใช่ยานยนต์ จะเริ่มดำเนินกิจการได้ในปี 65 กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ ลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน คงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐานใหม่ 87 บาท โดยเลื่อนไปอิงกับ P/BV ปี 65 ที่ 6.0 เท่า

