เปิดโผ! กลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 1/65 เลือกลงทุน 5 หุ้นเด่นกำไรเติบโต-เงินปันผลดี!!
เปิดศักราชใหม่ปี 2565 ประเดิมด้วยธีมการลงทุนในกลุ่มหุ้นเด่นที่นักลงทุนประเภทสถาบันต่างชาติจะเลือกลงทุนในหุ้นที่ผลการดำเนินงานจะเติบโตต่อเนื่องในปี 2564 ไปจนถึงปี 2565 รวมถึงเป็นหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลโดดเด่น และนอกจากนี้กลุ่มหุ้นดังกล่าวจะเป็นหุ้นที่มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่น่าสนใจ โดยนักวิเคราะห์ทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำกลุ่มดังต่อไปนี้
โดยกลุ่มหุ้นที่แนะนำได้แก่ บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ASK,บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF,บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC,บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และบริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE สำหรับปัจจัยบวกเฉพาะตัวนั้นนักวิเคราะห์ได้รายงานเอาไว้อย่างน่าสนใจ
เริ่มกันที่ปัจจัยบวกเฉพาะตัวของหุ้น ASK ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นหุ้นที่อาจอยู่นอกสายตาของนักลงทุน นักวิเคราะห์ทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มของกำไรปี 64 ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโต 30% และในปี 65 ยังมีสัญญาณของกำไรที่เติบโตอีก 35% โดยถือเป็นหุ้นที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
การใช้รถบรรทุกเกี่ยวกับภาคการขนส่งเริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมา โดยสินเชื่อรถบรรทุกจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนกำไร โดยกำไรจะเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/64 ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4/65 ทั้งนี้หากย้อนกลับมาดูมูลค่าหุ้นของ ASK นั้น ซื้อขาย P/E แค่ในระดับ 14 เท่า ซึ่งเมื่อเทียบกับในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการซื้อขายกันที่ P/E 20 เท่า
ขณะที่ GULF มุมมองคือทิศทางปี 65 กำลังการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 33% ขณะที่กำไรจะเติบโต 45% มากกว่าปี 64 ด้วยการเน้นกระจายการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนประเด็นแนวโน้มของราคาแก๊สที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น GULF ได้รับผลกระทบน้อยกว่าหุ้นอื่นๆในกลุ่ม
โดยการต่อยอดจากธุรกิจไฟฟ้าที่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีมากขึ้นนั้น จะเป็นการช่วยสร้างฐานในกับ GULF ซึ่งถือเป็นธีมหุ้นใหญ่ที่น่าสนใจในการเข้าลงทุน GULF นั้นมีความน่าสนใจมากที่สุดกว่าโรงไฟฟ้าอื่นในกลุ่ม เพราะประเภทสัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้นไม่มีความสัมพันธ์กับราคาแก๊สและถ่านหิน อีกทั้งเป็นโรงไฟฟ้าที่จะมีกำลังการผลิตใหม่เข้าสู่ระบบมากที่สุด
ข้ามมากันที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง SCC โดยในช่วงที่ผ่านมาของปี 64 สัญญาณของราคาหุ้นจะแลกการ์ดกว่าหุ้นใหญ่ตัวอื่น โดยมองว่าราคาที่ 380 บาทนั้นเป็นโซนที่อยู่ในระดับต่ำจะไม่ลงไปกว่านี้แล้ว เพราะว่าทิศทางแนวโน้มในปี 65 นั้น Forward P/E อยู่แค่เพียง 9 เท่า โดยคาดการณ์การจ่ายปันผลอยู่ที่ 17 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนที่ 4.5%
ขณะเดียวกันในปี 65 คาดว่าทิศทางของเศรษฐกิจในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาจากการอุปโภคบริโภคภายในประเทศจะทำให้กำไรฟื้นตัวกลัว เพราะช่วงไตรมาส 3/64 ต้องเผชิญกับการระบาดของไวรัสโควิด19 และทำให้มีการปิดแคมป์ก่อสร้าง แต่จากนี้ไปสเปรดปิโตรฯเริ่มกลับมา วัสดุก่อสร้างเริ่มมีดีมานด์ ขณะที่ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง เดินหน้าซื้อกิจการต่อยอดต่อเนื่อง ดังนั้นในปี 65 จะเริ่มรับรู้ผลของการซื้อกิจการ
ด้าน SPRC เชื่อว่าโรงกลั่นเริ่มมีโมเมนตัมการใช้น้ำมันค่อนข้างมาก ภาพรวมของการใช้แก๊สโซลีนทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และค่าการกลั่นเริ่มพลิกฟื้นจากตัวดีมานด์ที่ฟื้นตัวขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 80-90% จากเดิมที่ 70% และค่าการกลั่นในปี 65 จะอยู่ที่ระดับ 4-5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลจากในปี 64 อยู่ที่ 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้เชื่อว่าในปี 65 จะสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผล
ปิดท้ายกันที่ WICE แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นอาจจะมีการปรับเพิ่มขึ้นไปเยอะพอสมควรแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้อีก จากสตอรี่และกำไร โดยกำไรในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง และกำไรไตรมาส 4/64 จะถือเป็นการเดินหน้ากำไรทำจุดสูงสุดต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 8 ติดต่อกัน และจะยังต่อเนื่องไปได้อีก เพราะตอนนี้ค่าระวางขนส่งต่างๆปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นดีมานด์ในการขนส่งสินค้าค่อนข้างดี

