ปัจจัยลบรุมเร้าตลาดหุ้นไม่หยุด ฉุดชอร์ตเซล ต.ค.พุ่งสูง 4.2 หมื่นล้านบาท
ภาพรวมตลาดหุ้นยังมีปัจจัยกดดันต่างๆมากมาย ไม่ว่าเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนหลายๆประเทศได้มีประกาศ Lock Down อีกครั้ง ส่วนในประเทศก็ยังมีสถานการณ์การเมืองที่ยังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดประเทศไทยถูกสหรัฐประกาศตัดตัดสิทธิ GSP กว่า 2.5 หมื่นล้านบาทอีกด้วย
ทั้งนี้ภายใต้กดดันจากปัจจัยดังกล่าวที่เกิดขึ้น Wealthy Thai ได้สำรวจข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมามี Short Sales รวมอยู่ที่ระดับ 42,031 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนที่อยู่ระดับ 11,965 ล้านบาท หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ปรับเกณฑ์ ชอร์ตเซล (Uptick rule ) ให้กลับไปใช้เกณฑ์ปกติ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.63 เป็นต้นมา
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า Short Sales คือ การขายเพื่อเก็งกำไรในกรณีที่คาดหุ้นว่าจะลง โดยไม่จำเป็นต้องมีหุ้นตัวนั้นอยู่ในมือ เพราะสามารถยืมหุ้นจากโบรกเกอร์มาขายออกไปก่อนได้ และหากราคาหุ้นลงตามที่เราคาด เราก็จะมาซื้อหุ้นตัวนั้นกลับภายหลังในราคาที่ต่ำกว่า และคืนหุ้นที่เรายืมมาให้กับโบรกเกอร์ ส่วนกำไรที่จะได้ก็คือส่วนต่างระหว่างราคาที่เราขายกับราคาที่เราซื้อกลับหลังหักต้นทุนต่างๆที่เกิดขึ้น
โดยหุ้น 10 อันดับแรกที่ Short Sales มากสุดของเดือน ตุลาคม มีรายละเอียดดังนี้
หมายเหตุ ราคาหุ้นระหว่างวันที่ 1-30 ตุลาคม 2563
จากตารางดังกล่าวพบว่า ราคาหุ้นในช่วงเดือนตุลาคม หรือระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30ตุลาคม 2563 พบว่า มีเพียง IVL เท่านั้นที่ทำราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่เป็นบวกระดับ +4.74% จากราคาปิดสิ้นเดือน พ.ย. ขณะหุ้นที่ปิดลบมากที่สุด คือ MINT ปิดลบสูงถึง -16.5%
ชอร์ตเซลพุ่งทำนิวไฮในรอบ 7 เดือน
“ปัจจัยรอบด้านรุมเร้าต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาการ Short Sales เพิ่มขึ้น หลังตลาดฯคลายเกณฑ์ ซึ่งในเดือน ต.ค. 63 มีปริมาณ Short Sales เฉลี่ยอยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท/วัน (ตอนที่ตลาดฯใช้เกณฑ์ Uptick Rule มีปริมาณ Short Sales เฉลี่ยอยู่ที่ 688 ล้านบาท/วัน) และวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ต.ค.) ปริมาณการ Short Sales พุ่งขึ้นไปอยู่ 3.27 พันล้านบาท/วัน (สูงสุดในรอบ 7 เดือนครึ่ง)”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าว
พร้อมยังบอกอีกว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังถูกปัจจัยแวดล้อมกดดัน ทั้งจากตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่เร่งตัวขึ้น กดดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกตกหนักในสัปดาห์ที่แล้วลดลง 10% เช้านี้ลดลงอีก 4-5% ขณะเดียวกันยังมีประเด็นประเทศไทยถูกสหรัฐประกาศ ตัดสิทธิ GSP เพิ่มเติม 2 ร้อยกว่ารายการ ดังนั้นกลยุทธ์ในการลงทุนเน้นหุ้นที่ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวเด่น ปันผลสูง และมีปริมาณการ Short Sales น้อย อย่าง TU, TISCO, AP
