หาเหตุผลทำไม! TOP และ SPRC จึงโดดเด่นที่สุดในกลุ่มโรงกลั่น
หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งภายใต้ธีมกลยุทธ์ลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมเก่า หรือที่เรียกว่า Old Economy ที่ได้รับอานิสงส์จากการที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ในช่วงขาขึ้น จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น เพราะการกลับมาจากการปลดล็อก คลายล็อกดาวน์เมืองต่างๆทั่วโลกจึงทำให้เกิดการเดินทางระหว่างเมืองระหว่างประเทศ
ทั้งนี้หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นที่ Wealthy Thai จะนำมาเสนอให้กับนักลงทุนในครั้งนี้เป็นหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นที่นักวิเคราะห์ให้ข้อมูลมาว่าเป็นหุ้นเด่นที่มีความน่าสนใจเฉพาะตัวด้วยปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามาสนับสนุนธุรกิจที่ทำให้ผลประกอบการออกมาเติบโตได้อย่างโดดเด่น และน่าสนใจว่าหุ้นกลุ่มโรงกลั่นตัวอื่น โดยจะเห็นได้จากปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นที่ทะยานปรับตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นที่ทาง Wealthy Thai ได้หยิบยกมาหนักลงทุนติดตามในครั้งนี้คือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งนักลงทุนจะเห็นได้ว่าในช่วงเปิดตลาดทำการซื้อขายหุ้น TOP และ SPRC ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ซึ่งราคาหุ้น TOP 2 วันทำการปรับเพิ่มขึ้น 4% ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายกว่า 1,600 ล้านบาท ส่วน SPRC ปรับเพิ่มขึ้น 3.5% มีมูลค่าซื้อขาย 600 ล้านบาท
มุมมองจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า สัญญาณของค่าการกลั่นในไตรมาส 3/64 ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ในไตรมาส 4/64 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นจะทำให้สัญญาณภาพรวมของกำไรในกลุ่มโรงกลั่นช่วงไตรมาส 4/64 ออกมาในทิศทางที่ดี
อย่างเช่น SPRC ที่ในช่วงไตรมาส 3/64 มีผลขาดทุนกว่า 300 ล้านบาท แต่ในไตรมาส4/64 กำไรอาจจะกลับมาเป็นบวกที่ 600 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่าเริ่มมีแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มโรงกลั่น โดยหากดูสเปรดของผลิตภัณฑ์หลักอย่างแก๊สโซลีนในไตรมาส 3 อยู่ที่ 11 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และในไตรมาส 4/64 ปรับเพิ่มมาที่ 15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเริ่มเข้าปี 65 มานั้นเพิ่มมาที่ระดับ 16 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ทั้งนี้เชื่อว่าโรงกลั่นเริ่มมีโมเมนตัมการใช้น้ำมันค่อนข้างมาก ภาพรวมของการใช้แก๊สโซลีนทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และค่าการกลั่นเริ่มพลิกฟื้นจากตัวดีมานด์ที่ฟื้นตัวขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 80-90% จากเดิมที่ 70% และค่าการกลั่นในปี 65 จะอยู่ที่ระดับ 4-5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลจากในปี 64 อยู่ที่ 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้เชื่อว่าในปี 65 จะสามารถกลับมาจ่ายเงินปันผล
เช่นเดียวกับ TOP ที่สเปรดของผลิตภัณฑ์ดีเซลช่วงไตรมาส 3/64 อยู่ที่ 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ในช่วงไตรมาส 4/64 มาอยู่ที่ 11 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกันกับน้ำมันอากาศยาน ดังนั้นจึงทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มโรงกลั่นจะออกมาในทิศทางที่ดี
ทางด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 4/64 ของ TOP จะขึ้นทำระดับสูงสุดรายไตรมาสของปี 2564 โดยคาดค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จาก1.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในงวดไตรมาส 2/64 ตาม spread ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นตั้งแต่ช่วงปลายงวดไตรมาส 3/64 และต่อเนื่องไปในงวดไตรมาส 4/64 ซึ่งนอกจากได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์โควิดที่ผ่อนคลายลง ทำให้เริ่มกลับมามีการเดินทางเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นช่วงฤดูกาลฤดูหนาว ทำให้เริ่มกลับมามีการเก็บสต๊อกเพื่อใช้ในฤดูหนาว
แต่ทั้งนี้คาดยังมีความเสี่ยงจาก crude premium ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงคาดจะถูกกดดันจากผลการดำเนินงานของธุรกิจอะโรเมติกส์ (TPX+Lube) และน้ำมันหล่อลื่น (TLB) ที่คาดส่วนแบ่งกำไรรวมจะลดลงเหลือราว 2.5-3.0 เหรียญฯต่อบาร์เรล จาก 4 เหรียญฯต่อบาร์เรล ในงวดไตรมาส 3/64 จาก supply ใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดและต้นทุน feed stock ที่แพงขึ้น
อย่างไรก็ตามในส่วนของแนวโน้มกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/64นั้น คาดการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันจะทยอยลดลงเนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันคาดจะมี upside เริ่มจำกัด จากการทยอยปรับลดกำลังการผลิตที่ลดลงของกลุ่มโอเปค ทำให้ supply ค่อยๆเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประเมินมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี2565 เท่ากับ 63 บาทต่อหุ้น

