แนะช้อป 4 หุ้นอสังหาฯตอบโจทย์ โดนใจนักลงทุนที่ชอบหุ้นปันผล
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงของการผันผวน ที่กำลังหาจุดต่ำสุดและรอฟื้นตัวเพื่อไซด์เวย์ออกข้างและสร้างฐานใหม่ หลังจากที่โดยพายุที่ชื่อว่า “โอไมครอน” ถาโถมเข้ามาจึงทำให้เครื่องจักรที่กำลังจะทะยานเดินเครื่องไปต่อกลับต้องสะดุดชะลอพักไปชั่วขณะ เพราะนักวิเคราะห์หลายสำนักต่างมองเป็นเสียงเดียวกันว่าตลาดหุ้นไทยปี 65 มีความเซ็กซี่กว่าตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยกำลังหาจุดต่ำสุด (รอตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ทำจุดสูงสุดและย่อตัวลง) ในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะต้องเรียกได้ว่าฉวยโอกาสซื้อของถูกเพื่อถือไปต่อ และในขณะเดียวกันควรจะเป็นหุ้นที่ให้เงินปันผลได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ในตลาดหุ้นไทยยังคงได้ความน่าสนใจอย่างสม่ำเสมอถึงแม้ว่าในบางครั้งอาจจะเป็นหุ้นที่ Underperform ตลาดหุ้น
โดยหุ้นในกลุ่มดังกล่าวที่เอ่ยถึงได้แก่หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ากลุ่มนี้จะเป็นหุ้นนอกสายตาในช่วงที่หุ้นในกลุ่มอื่นๆ หรือตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น แต่ในช่วงนี้ถือว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวสามารถใช้เป็นที่พักเงินเก็บเงินเพื่อรอรับเงินปันผลในช่วงการประกาศงบต้นปี แต่ในขณะเดียวกันไม่เพียงแค่รับเงินปันผลเท่านั้นจะต้องมีอัตราการในแง่ของผลประกอบการ และแผนธุรกิจที่จะต้องเติบโต
สำหรับหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นและน่าสนใจได้แก่บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI,บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI,บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP,บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH โดยความน่าสนใจของหุ้นในแต่ละตัวนั้นมีปัจจัยเฉพาะตัวทั้งในแง่ของโครงการที่มีอยู่และโครงการที่จะเปิดใหม่ รวมถึงมูลค่าโครงการที่รอโอน
SPALI ปีนี้จะทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์
หากมองในด้านของพื้นฐานหุ้น จุดที่มีความน่าสนใจนักวิเคราะห์ได้ระบุไว้เช่น SPALI โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้นิยามว่ายุคทองของการโอนเพิ่งเริ่มต้น โดยนักวิเคราะห์มองผลประกอบการปี 65 จะเติบโตขึ้น 7.4% เป็น 6.2 พันล้านบาท และเป็นจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท
โดยจากสิ้นไตรมาส 3/64 บริษัทมี Backlog ที่คาดจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 65 ที่1.4 หมื่นล้านบาท จากโครงการแนวสูงที่คาดจะแล้วเสร็จพร้อมโอนกว่า 7 โครงการ โดยมี Highlight คือ Supalai Veranda Ramkamhaeng (มูลค่า 6.1 พันล้านบาท มียอดขายแล้ว 86%) และ Supalai Veranda Sukhumvit 117 (มูลค่า 2.8 พันล้านบาท มียอดขายแล้ว 58%)
ขณะที่การผ่อนคลายมาตรการ Lockdown และสถานการณ์ COVID-19 ที่คาดฟื้นตัวขึ้นจากปี 64 คาดส่งผลบวกต่อยอดเยี่ยมชมโครงการและยอดขาย และเราคาด SPALI เป็นผู้ประกอบการที่จะได้รับผลประโยชน์จากการปลดล็อกมาตรการ LTV มากที่สุดในกลุ่มจากการที่ปัจจุบันมีสินค้าประเภท Available-for-sale สูงถึง 7.9 หมื่นล้านบาท (แบ่งเป็นแนวราบถึง 4.5 หมื่นล้านบาท
คงคำแนะนำ ”ซื้อ” พร้อม Rollover ราคาเหมาะสมไปยังสิ้นปี 65 ที่ 25.25 บาท/หุ้น (อิง PER เท่าเดิมที่ 8.7เท่าเทียบเท่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีของบริษัท) พร้อมคาดเงินปันผลงวดครึ่งหลังของปี 64 ที่ 0.60 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yieldที่ 2.7% ช่วยจำกัด Downside risk ในระยะสั้น
AP ปีนี้ทำกำไรสูงสุดใหม่
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าสินค้าประเภทบ้านแนวราบถือว่ายังไปได้ดี มีความยืดหยุ่นในสถานการณ์ที่โรคระบาดโควิด-19 ยังดำเนินต่อไปสำหรับยอดขายในรอบ 10 เดือนของปี 64 เป็น 3.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายคอนโดมิเนียมยังอ่อน
แต่อย่างไรก็ตามแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/64 จะชะลอตัวลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนเหตุผลหลักคือ ค่าใช้จ่ายในการขายสูง จากการเปิดขายโครงการใหม่จำนวนมาก แต่คาดว่ากำไรตลอดปี 64 เพิ่มขึ้นน่าพอใจ 3% และถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ เราคาดว่าบริษัทจะเปิดขายโครงการใหม่ปีนี้ ในลักษณะเชิงรุกอีกครั้ง อีกทั้งจะยังสามารถทำกำไรเป็นสถิติสูงสุดใหม่ (record high) ในปี 65 อีกครั้ง
โดยคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาพื้นฐาน 10.30 บาท ซึ่งประเมินด้วย Forward P/E ปี 65 ที่ระดับ 6.8 เท่า ข้อดีคือ มียอดขายรอโอนสูงเป็น 34.5 พันล้านบาท พอร์ตสินค้ากระจายความเสี่ยงดีมีทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียม ขณะที่แนวราบขายดี ฐานะการเงินแข็งแกร่ง
ส่วนอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนปลายปีนี้คาดว่าเป็นเพียง 0.4 เท่าราคาหุ้นขณะนี้ซื้อขายที่ P/E ปี 65 ที่ 6.3 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 10 เท่า ราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) P/BV ปี 65 เป็น 0.8 เท่าอีกทั้งจ่ายปันผลสูงคาดว่ายิลด์ปีนี้เป็น 5.4%

