Official Update :

CIMB Thai คาดไบเดนชนะเลือกตั้ง ดึงเงินไหลเข้ากดเงินบาทแข็งค่า

Highlight

  • ผลกระทบเลือกตั้งสหรัฐในระยะสั้น กระทบค่าเงินบาทไทย และความเชื่อมั่นนักลงทุน จากการประกาศผลเลือกตั้งที่อาจล่าช้า จากสถานการณ์ Covid-19
  • หากไบเดนชนะเลือกตั้ง มีโอกาสทำให้ค่าเงินบาทหลุด 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าทรัมป์ที่ค่าเงินบาทจะยืน 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากทรัมป์มีมาตรการป้องกันเงินไหลออกจากตลาดสหรัฐ
  • หากไบเดนชนะเลือกตั้ง จะกดดันต่อการเข้าร่วม CPTPP ของไทย เนื่องจากเป็นนโยบายเดิมที่เดโมแครตให้ความสำคัญ
  • ไม่ว่าทรัมป์หรือไบเดนจะชนะเลือกตั้ง การดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐจะกดดัน “สงครามการค้า” จากปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจจีนคิดเป็น 75% ของสหรัฐ และภายใน 10 ปี จีนจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐ ในวันที่ 3 พ.ย.63 ระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกัน และนายโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ทางสำนักวิจัยฯ ประเมินว่า ในระยะสั้นจะทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลออกจากตลาดเงินตลาดทุนสหรัฐ ซึ่งหากนายไบเดนชนะการเลือกตั้ง จะกระทบค่าเงินบาท ซึ่งมีมีโอกาสหลุด 30 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนถ้าหากว่าทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง คาดว่าจะไม่กระทบค่าเงินบาทมากนัก น่าจะยืนได้ในระดับ 30 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากทรัมป์มีนโยบายควบคุมการไหลออกของสินทรัพย์สหรัฐมากกว่าไบเดน

"การเลือกตั้งสหรัฐในรอบนี้ต้องใช้เวลาในการนับคะแนน เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนที่เลือกตั้งผ่านทางไปรษณีย์แล้ว เพราะฉะนั้นระยะสั้นในช่วงสัปดาห์นี้ถึงสิ้นปี ตลาดอาจจะเกิดความไม่แน่นอน ซึ่งจะกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ชอบ อย่างไรก็ตามประเมินว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มคลี่คลายได้ในช่วงไตรมาส 1/64 เป็นต้นไป" นายอมรเทพกล่าว

นายอมรเทพกล่าวว่า ถ้าดูผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อันดับแรกไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี จะกระทบกับประเด็น "สงครามการค้า" โดยปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจจีนคิดเป็น 73% ของสหรัฐ และในช่วง 4-5 ปี ขนาดเศรษฐกิจจีนจะมีขนาด 90% ของตลาดสหรัฐ และภายใน 10 ปีหรือในปี 2573 เศรษฐกิจจีนจะขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลก ซึ่งสำหรับไทยเองมองว่าจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ 'เอียงจีน อ่อนตามสหรัฐ'

นโยบายทรัมป์ เน้นจุดยืน US ต้องมาก่อน!

หากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง ผลกระทบอาจจะไม่มากเท่ากับไบเดน เพราะในรัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินนโยบายสงครามการค้า ซึ่งปัจจุบันขยายเป็นสงครามเทคโนโลยีแล้ว อย่างไรก็ตามถ้าดูในรายละเอียด ในด้านเศรษฐกิจ

ทรัมป์จะเน้นนโยบายปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ โดยทรัมป์จะดำเนินนโยบาย Keep America First ต่อเนื่องจากนโยบายเดิม (Make America Great Again and American First) เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐ โดยการเพิ่มการจ้างงานภายในประเทศ และเน้นนโยบายปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า โดยมีนโยบายดึงการย้ายฐานการผลิตกลับเข้าสู่สหรัฐฯ

ต่อมานโยบายลดภาษีภาคธุรกิจ กระตุ้นการลงทุนภายในประเทศ Buy American นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี (หรือดำเนินนโยบายปรับเพิ่มขาดดุลการคลังประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายใน 10 ปี) เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐในส่วนของสวัสดิการสังคมและโครงการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และนโยบายการเพิ่มภาษีภาคธุรกิจหรือนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% การเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีคนรวยจาก 37% เป็น 39.6%

ส่วนในด้านการค้าระหว่างประเทศ แน่นอนว่านโยบาย Trade War ลดการพึ่งพาจากต่างชาติโดยเฉพาะจีน ปกป้องสายการผลิตในสหรัฐฯ ผ่านการทำสงครามการค้าเพื่อเพิ่มอำนาจในการเจรจาต่อรองข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ เสียเปรียบ รวมทั้งสงครามเทคโนโลยีเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและความมั่นคงทางดิจิทัลของสหรัฐฯ

ไบเดนชนะเลือกตั้ง กดดันไทยต้องเลือกจะเข้าร่วม CPTPP

หากไบเดนชนะเลือกตั้ง ในประเด็นเศรษฐกิจ ไบเดนน่าจะดำเนินนโยบาย Buy American นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี (หรือดำเนินนโยบายปรับเพิ่มขาดดุลการคลังประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายใน 10 ปี) เพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของรัฐในส่วนของสวัสดิการสังคมและโครงการสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ นโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การเพิ่มภาษีภาคธุรกิจหรือนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% การเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีคนรวยจาก 37% เป็น 39.6%

ส่วนในด้านการค้าระหว่างประเทศ ไบเดนจะดำเนินนโยบาย Free Trade With Allies โดยการค้าเสรีที่สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จะนำกลับมาใช้แบบมีเงื่อนไข ทั้งนี้ยังคงนโยบายล้อมกรอบจีน เพื่อจำกัดไม่ให้จีนแพร่อิทธิพลและกลายเป็นประเทศมหาอำนาจแทนที่สหรัฐฯ แต่ทั้งนี้จะเน้นการใช้นโยบายการสร้างความร่วมมือทางการค้ากับประเทศพันธมิตร เช่น ความร่วมมือกลุ่ม CPTPP แต่อาจปรับเปลี่ยนจาก TPP เดิมสมัยโอบามา

"นโยบายสำคัญ หากไบเดนชนะการเลือกตั้งคือ จะเป็นประเด็นเรื่องการโอบล้อมจีน ผ่านการใช้นโยบาย CPTPP หรือความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก) ซึ่งเป็นนโยบายเดิมที่ไบเดนใช้กดดันตลาดเอเชีย ดังนั้นหากไบเดนชนะการเลือกตั้งจะทำให้ไทยต้องเลือกว่าจะเข้าร่วม CPTPP หรือไม่ ซึ่งเดิมก็คือนโยบาย TPP ในสมัยโอบามา"

และสุดท้ายในด้านพลังงานทางเลือก หากไบเดนชนะการเลือกตั้งจะส่งผลดีกับกลุ่มอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ และพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม บริษัทวิจัยและพัฒนา

Most Viewed
Stock of the Day
จับตา GUNKUL-HANA MSCI ดันเงินไหลเข้า โบรกฯ ชี้รับทรัพย์แล้ว 28.5 ล้านเหรียญฯ CHG-JTS-CPF-DELTA-CPN เสี่ยงแรงขาย
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“ASP-TAIWAN” เกาะกุม “หุ้นไต้หวัน”... “หัวใจ” ของซัพพลายเชน “ชิปโลก” โอกาสลงทุนที่ยิ่งใหญ่ “สำคัญ” เกินกว่าจะละเลย !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“หุ้นไต้หวัน” มหาอำนาจ “ชิปโลก”... โอกาสลงทุนรับการเติบโตของ “AI Megatrend” เศรษฐกิจโตดี-หุ้นโตโดดเด่น” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ทีทีบี ผนึกพันธมิตร DBS สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ยกระดับการบริหารความมั่งคั่ง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ONEE ท็อปฟอร์ม! โชว์ศักยภาพผ่านงาน Earnings Call ไตรมาส 2 ปี 2569 ทำรายได้รวม 2,259.36 ลบ. กำไรสุทธิ 67.88 ลบ.
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us