4 หุ้นโรงแรมผลงาน Q4/64 ฟื้น คาด Omicron กดดันแค่ชั่วคราว
ไตรมาสสุดท้ายมักเป็นเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจโรงแรม เพราะเป็นช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดเยอะ ทำให้คนเดินทางไปท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลให้อัตราการเข้าพักพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่การระบาดของ Covid-19 ทำให้ไฮซีซั่นไม่คึกคักนัก แม้รัฐบาลจะผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ และสนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ทำให้ที่ผ่านมานักลงทุนได้เห็นภาพของการขายสินทรัพย์และปรับกลยุทธ์การดำเนินงานต่างๆ ของธุรกิจโรงแรม เพื่อให้ยังมีสภาพคล่องและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ดังนั้นมาลองดูกันว่าผลประกอบการไตรมาส 4/64 ของหุ้นโรงแรมทั้ง 4 ตัว นั่นคือ MINT, CENTEL, ERW และ SHR ในมุมมองของนักวิเคราะห์จะเป็นอย่างไร จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 3/64 หรือไม่ และแนวโน้มในระยะถัดไปจะเป็นอย่างไรเมื่อไทยยังเผชิญกับการระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์ Omicron อยู่
MINT ขาดทุนลดลง คาดผลงานแข็งแกร่งตั้งแต่ไตรมาส 2/65 เป็นต้นไป
มาเริ่มกันที่ MINT หรือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หนึ่งในหุ้นโรงแรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนต้องตัดขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปเพื่อบริหารสภาพคล่อง โดยนักวิเคราะห์จากบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดไตรมาส 4/64 MINT จะรายงานผลขาดทุนปกติ 1.97 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และดีขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการฟื้นตัวของทั้งธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าผลการดำเนินงานของโรงแรมในยุโรปจะ outperform โดยมี occupancy rate ที่ 60% นอกจากนี้ ยังคาดว่าผลการดำเนินงานของร้านอาหารในประเทศไทยจะแสดงสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น และช่วยหนุนให้ Same Store Sales Growth (SSSG) รวมดีขึ้นเป็นติดลบ 5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 และติดลบ 7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64
ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2565 ลง 44% และปี 2566 ลง 14% เพื่อสะท้อนถึงความล่าช้าในการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวทั่วโลก และสมมติฐานใหม่ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ที่ 8 ล้านคน อย่างไรก็ตาม คาดว่าสายพันธุ์ Omicron จะส่งผลกระทบชั่วคราวในไตรมาส 1/65 แต่คาดว่าแนวโน้มของผลประกอบการจะกลับมาแข็งแกร่งได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/65 เป็นต้นไป จึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ MINT โดยประเมินราคาเป้าหมายใหม่ที่ 39 บาท จากเดิมที่ 42.00 บาท
ERW ฟื้นตัวตามกระแสการท่องเที่ยวไทย
ถัดมาคือ ERW หรือ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุถึงแนวโน้มไตรมาส 4/64 ว่า คาด ERW จะมีผลขาดทุนปกติ 300 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และดีขึ้น 52% จากไตรมาสก่อนหน้า จากผลการดำเนินงานของโรงแรมในเครือทั่วประเทศที่จะฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ดีขึ้น ทำให้รายได้ต่อห้องว่าง (RevPAR) ในไตรมาส 4/64 จะเพิ่มขึ้นถึง 184% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 ส่วนระยะต่อไปคาดว่าผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมจะสะดุดชั่วคราวในไตรมาส 1/65 และหลังจากนั้นจะฟื้นตัวได้อีกครั้งไปจนถึงสิ้นปี 2565 โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2565 ลง 91% และปี 2566 ลง 19% เพื่อสะท้อนสมมติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติใหม่ที่ 8 ล้านคนในปีนี้ จากเดิมคาด 12 ล้านคน และ 25 ล้านคนในปี 2566 จากเดิมที่คาดว่า 35 ล้านคน และยังคงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินราคาเป้าหมายของ ERW ใหม่ที่ 3.70 บาท
CENTEL ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบบางส่วนแล้ว
CENTEL หรือ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) เครือโรงแรมที่หลายคนคุ้นเคย โดยนักวิเคราะห์จากบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า CENTEL จะมีผลขาดทุนปกติ 470 ล้านบาท ในไตรมาส 4/64 ปรับตัวดีขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และดีขึ้น 41% จากไตรมาสก่อนหน้า สำหรับผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 QoQ มาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของทั้งธุรกิจโรงแรม และร้านอาหาร ซึ่งประกอบด้วย 1. คาดว่า RevPAR จะเพิ่มขึ้นถึง 62% จากไตรมาส 4/63 และ 140% จากไตรมาส 3/64 จากทั้งโรงแรมในประเทศไทย และมัลดีฟส์, 2. คาดว่า SSSG จะดีขึ้นมาอยู่ที่ติดลบ 2% จากติดลบ 30% ในไตรมาส 3/64 เนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ในประเทศไทยดีขึ้น
สำหรับในระยะต่อไป คาดว่าแนวโน้มของกำไรอาจจะสะดุดชั่วคราวในไตรมาส 1/65 จากความกังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์ Omicron ซึ่งส่งผลให้ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2565 และ 2566 ลง 347% และ 12% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มการฟื้นตัวในระยะยาว และราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยลบไปบางส่วนแล้ว ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ถือ เป็น ซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมายใหม่ที่ 38.00 บาท
SHR ทำ RevPAR สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส
และสุดท้าย SHR หรือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) โดยนักวิเคราห์จากบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า คาดไตรมาส 4/64 SHR จะมีผลขาดทุนปกติ 210 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวดีขึ้น 25% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจาก RevPAR สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส เพิ่มขึ้นถึง 237% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาส 3/64 โดยรวมแล้วผลการดำเนินงานของโรงแรมในทุกทำเลที่ตั้งยกเว้นที่อังกฤษฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 สำหรับในระยะต่อไป คาดว่าผลการดำเนินงานโดยรวมของธุรกิจโรงแรมในไตรมาส 1/65 จะสะดุดเพียงชั่วคราว และแนวโน้มการเติบโตน่าจะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 2/65 เป็นต้นไป ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมายใหม่ที่ 4.80 บาท จากเดิม 5.20 บาท

