เจาะดีลเทสโก้ โลตัส บทสุดท้ายก็คงอยู่ในมือซีพี แต่พ่วงเงื่อนไข
ก่อนหน้านี้ก็ได้มีข่าวใหญ่ให้เราติดตามกันอย่างใกล้ชิดอย่างประเด็นการเข้าซื้อเทสโก้ โลตัส ของกลุ่มซีพี ด้วยมูลค่ากว่า 3.38 แสนล้านบาท เข้าซื้อเทสโก้ โลตัส ไทยและมาเลเซีย โดยหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มซีพีที่เข้าร่วมวงดีลนี้ด้วยก็จะมีบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ในสัดส่วนไม่เกิน 40% มูลค่าการลงทุนราว 95,981 ล้านบาท
รวมทั้งบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท ซี.พี. เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด (CPM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมด ลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้นหรือผลประโยชน์การลงทุน (economic interest) ในสัดส่วนไม่เกิน 20% วงเงินราว 47,991 ล้านบาท
การเข้าลงทุนดังกล่าวมีกระแสความกังวลของนักลงทุนถึงเม็ดเงินที่มีจำนวนมาก ว่าจะทำให้เกิดการเพิ่มทุนหรือไม่ ล่าสุด CPALL ได้ประกาศความชัดเจนผ่านเว็บไซต์บริษัทว่า ขอยืนยันขณะนี้ยังไม่มีนโยบายในการเพิ่มทุนแต่อย่างใด เนื่องจากผลการเสนอขายหุ้นกู้ซีพี ออลล์ เมื่อวันที่ 21-22, 24-25 และ 26 กันยายนที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี จนทำให้บริษัทสามารถออกหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
แต่อย่างไรก็ตามขั้นตอนการเข้าซื้อ เทสโก้ โลตัส ยังไม่จบ หลังจากคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้มีประชุมประเด็นการเข้าซื้อ เทสโก้ โลตัส ดังกล่าวว่าจะเข้าข่ายผูกขาดทางการค้าหรือไม่ ล่าสุดได้มีมติขยายระยะเวลาการพิจารณาออกไปได้อีกไม่เกิน 15 วันตามกฎหมายที่กำหนดให้สามารถดำเนินการได้
ควบรวมให้ประโยชน์ในระยะยาว
“เราคาดผลสรุปไม่เกินวันที่ 15 พ.ย. โดยจะเห็นความขัดเจนมากขึ้น หลังการประชุม คณะกรรมการในวัน 2 พ.ย. และมีความเป็นไปได้สูงที่คณะกรรมการจะอนุมัติแบบมีเงื่อนไข โดยประเด็นเพิ่มทุนได้รับการคลี่คลาย หลังทาง CPALL ได้ชี้แจง แต่ประเด็นที่ต้องติดตามกรณีคณะกรรมการอนุมัติ คือแผนในการบริหารหลังการควบรวมจากการมี เทสโก้ โลตัส และบริหารในธุรกิจร้านสะดวกซื้อและไฮเปอร์มาร์เก็ต ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเรามองว่า CPALLได้มีการวางแผนไว้แล้ว” บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
ดังนั้นมองการควบรวมให้ประโยชน์ในระยะยาว ต่อการบริหารภายใน ขณะเดียวกันผลประกอบการจะได้ประโยชน์หลัง ผลกระทบ COVID-19 ลดลง กลุ่มนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้และภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว แนะนำ "ทยอยสะสม" ราคาเหมาะสมปี 64 ที่ 80 บาท (ไม่รวมTesco Lotus) สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/63 ที่จะประกาศ เราคาด 4.2 พันล้านบาท (+46%QoQ, -25%YoY)
ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราคิดว่าประเด็นดังกล่าวทาง CPALL น่าจะสามารถเข้าซื้อได้ กขค.น่าจะอนุญาต แต่อาจจะมีเงื่อนไขหรือไม่ เช่น ซื้อได้ไม่หมดทุกสาขา หรือซื้อได้ไม่ครบ หรืออาจจะซื้อได้ทั้งหมด 100% แต่ต้องติดตามดูว่ามีผูกขาด เอาเปรียบผู้บริโภคไหมในกี่เดือนกี่ปี เป็นต้น ส่วนราคาหุ้นของ CPALL ปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่า COVID-19 อีกด้วย อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ก็คงต้อง overhang ต่อไปทั้ง CPF และ CPALL ซึ่งต้องติดตามดูว่าจะได้บทสรุปออกมาเป็นยังไง
มาร์เก็ตแชร์รวมกันแล้วยังไม่ผูกขาด
ประเด็นที่น่าสนใจ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด บอกว่า ฝ่ายวิจัยเคยทำการศึกษาภาพรวมส่วนแบ่งตลาดกลุ่มค้าปลีก หากพิจารณากรณีเครือข่ายที่ CPALL มีปัจจุบัน (CPALL+MAKRO) ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดราว 31.9% หากรวมกับ Tesco อีกราว 11.6% จะมีส่วนแบ่งตลาดรวม 43.8% ทั้งนี้ระดับส่วนแบ่งตลาดดังกล่าว ไม่ถือเป็นการควบรวมที่อาจเข้าข่ายกรณีผูกขาดของกขค. ที่หลังควบรวมแล้วครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%
แต่อย่างไรก็ตาม หากอิงตามเกณฑ์กรณีผู้มีส่วนแบ่งตลาดสูง 3 อันดับแรกสูงเกิน 75% ที่พิจารณาส่วนแบ่งตลาดของกลุ่ม CP + Big C (BJC) และ CRC จะสูงราว 59% ถือว่าไม่เข้าข่ายการผูกขาดเช่นกัน ทั้งนี้ กขค. จะพิจารณามูลค่าตลาดรวมที่แตกต่างจากสมมติฐานฝ่ายวิจัย รวมถึงผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดเฉพาะส่วนด้วย
การอนุมัติอาจพ่วงมากับเงื่อนไข
ดังนั้นประเด็นที่อาจต้องติดตามคือ การอนุมัติควบรวมที่อาจจะพ่วงมากับเงื่อนไข อาทิ การกำหนดข้อจำกัด ห้ามควบรวมบางสาขาเฉพาะพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาด หรือการห้ามควบรวมบางฟอร์แมท เช่น ร้านสะดวกซื้อ 7-11 กับ Tesco Lotus Express ที่จะส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดอิงเกณฑ์รูปแบบร้านค้าเข้าข่ายผูกขาด ซึ่งเงื่อนไขต่างๆ ที่อาจพ่วงเข้ามา อาจส่งผลให้ฝ่ายวิจัยทบทวนประมาณการตามเงื่อนไขของกขค.อีกครั้ง
อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะมีผลต่อประมาณการจำกัด โดยส่วนที่มีความเสี่ยงเข้าข่ายผูกขาด เชื่อว่าจะมีสัดส่วนไม่มาก และเชื่อว่าไม่น่าส่งผลให้มูลค่าธุรกรรมการซื้อกิจการเปลี่ยนแปลงมีนัยฯ ซึ่งหากยึดตามโครงสร้างเงินทุนที่ CPALL วางแผนใช้ลงทุนใน บ.ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำนวน 3.0 พันล้านเหรียญฯ โดยการก่อหนี้เป็นหลัก แม้เชื่อว่ายังอาจจะมีภาระดอกเบี้ยกดดันการเติบโตระยะสั้น-กลาง ซึ่งได้สะท้อนในประมาณการปัจจุบันนับจากไตรมาส 4/63 แล้ว
ทั้งนี้ยังไม่รวมถึง Downside จากการฟื้นตัวจากผลกระทบ COVID-19 ที่ช้ากว่าคาด ซึ่งน่าจะส่งผลให้กำไรปี 2563 ลดลง 15.5% ยังมี Downside ราว 8-10% ซึ่งหากรวมผลกระทบการปรับลดกำไรตั้งแต่ต้นปีที่ฝ่ายวิจัยปรับลดกำไรลงมาแล้ว 25% จะคิดเป็นผลกระทบราว 33-35% เชื่อว่าน่าสะท้อนในราคาหุ้นที่ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของปี
