โพยหุ้น.....ไขข้อสงสัยทำไม? ITEL-KCE ถึงเป็นหุ้นเด่นสุดของกลุ่ม
ในปีที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ทำให้แฟนคลับหลายๆคนของหุ้นกลุ่มนี้ยิ้มไปตามๆ กัน ดังนั้นเริ่มต้นปีเสือกนแล้ว หุ้นกลุ่มนี้จะยังมีความน่าสนใจหรือไม่ และใครจะเป็นหุ้นเด่นด้วยเหตุผลอะไร ทีมข่าว Wealthy Thai หาคำตอบมาให้นักลงทุนแล้ว
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ออกมาวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความว่า ภายหลังที่มีการรายงานการประชุมของ FED เดือน ธ.ค. 2564 บ่งชี้ว่าเฟดเตรียมใช้นโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดขึ้นกว่าคาดเช่น ยุติการทำมาตรการคิวอีเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้, โอกาสการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยถึง 3 ครั้งในปีนี้ และการทยอยลดงบดุลหลังจากขึ้นดอกเบี้ย
ทั้งนี้จากแนวโน้มนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดทำให้เกิดการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม Tech ในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก ที่ปรับขึ้นมาร้อนแรงในปีก่อนหน้า เช่น กอง ARK Block Sea Unity Software Shopify เป็นต้น
ดังนั้นฝ่ายวิจัยมองว่า การปรับฐานดังกล่าวจะเป็นแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม Tech Related ในไทยที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรง และปัจจุบัน ถูก ซื้อ ขาย บน Valuation ที่สูง อย่างเช่น กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Digital Transformation เช่น BBIK , BE8 และ DITTO รวมถึง Electronic ที่เป็น Supply Chain ของกลุ่มที่อาจถูก Re-rate Valuation ตามลงมา
แต่อย่างไรก็ตามมีมุมมองว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของ Data ในยุค 5G และการเติบโตของ EV Car จะได้รับผลกระทบ จำกัด เนื่องจากเป็น Trend สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ และการเติบโตของกำไรจะเห็นเด่นชัดอย่างมีนัยสำคัญ มากเกินพอชดเชยการถูก Re-rate PER
โดยเลือก ITEL แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 7.40 บาท เป็นหุ้นเติบโตเด่นของกลุ่ม ICT Small Cap จากการเป็นตัวแทนการเติบโตของ Data ในยุค 5G และ KCE แนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 99.00 บาท เป็นตัวแทนของรอบการเปลี่ยนรถยนต์ EV Car ทั่วโลก
ITEL ตัวแทนการเติบโตของ Data
ทั้งนี้ ITEL ตัวแทนการเติบโตของ Data ในยุค 5G ที่ตลาดยังมองข้ามในยุคของ 5G IOTs และ Digital Economy ตลาดมองหาผู้เล่นในกลุ่ม ICT ที่ได้ประโยชน์โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางขนาดเล็กที่จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Cybersecurity IoTs Data Center Digital Transformation และ Data & Document Management ปรับตัวขึ้นไปซื้อ ขาย ระดับ PER40-70 เท่า
อีกหนึ่ง Theme การลงทุนที่ตลาดยังมองข้าม คือ การเติบโตของปริมาณ Data ในยุค 5G ที่ จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 2-3 เท่าจากยุค 4G ในช่วง 2 ปีแรก และเติบโตก้าวกระโดดต่อเนื่องในระยะถัดไป หุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือผู้ประกอบการ Fiber Optic ที่มีโครงข่ายพร้อมรองรับปริมาณข้อมูลที่จะเพิ่มขึ้นจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ปัจจุบันโครงข่าย Fiber Optic ของ ITEL ลงทุนไปครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัดและมีอัตราการใช้งานราว 60% และคิดเป็นรายได้ราว 50% ของรายได้รวมการเติบโตของปริมาณ Data ในยุค 5G คือโอกาสเติบโตกำไรรอบใหม่
ขณะที่ธุรกิจหลักของ ITEL มี Backlogs ที่แข็งแกร่ง ดังนี้ 1.ธุรกิจให้เช่า Fiber Optic หรือ Data Service คิดเป็น 54% ของรายได้รวม ปัจจุบันมี Backlogs 2.5 พันล้านบาท จะรับรู้ในปี 2565 ที่ราว 885 ล้านบาท คิดเป็น 67% เทียบกับคาดการณ์รายได้ทั้งปี 2564 โดยมองธุรกิจ Data Service จะเป็นพระเอกในยุค 5G ที่กำลังจะเพิ่มสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญในประเทศไทย
2.ธุรกิจรับเหมาโทรคมนาคม หรือ Installation คิดเป็น 40% ของรายได้รวมปัจจุบันบริษัทฯ มี Backlogs ที่ 1.46 พันล้านบาท คาดจะรับรู้ในปี 2565 ที่ราว 958 ล้าน บาท บาท คิดเป็น 97% เทียบกับรายได้ทั้งปี 2564 โดยคาดธุรกิจ Installation จะทำระดับสูงสุดใหม่ในปี 2565 หนุนจากงบดุลที่ดีขึ้นจากการแปลง Warrant ทำให้บริษัทฯ พร้อมกลับไปรุกงานขนาดใหญ่อีกครั้ง
และ 3.ธุรกิจ Data Center อยู่ ระหว่างปรับโครงสร้าง โดยบริษัทฯจะขาย Data Center แห่งแรกที่ถือ 100% จำนวน 348 Racks เข้ากองทุน REIT คาดธุรกรรมแล้วเสร็จในครึ่งแรกปี 65 ได้เงินสดราว 700 ล้านบาท (ธุรกรรมดังกล่าวต้องผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงไตรมาส 1/65 และขั้นตอนทางกฏเกณฑ์) ขณะที่ Data Center แห่งที่สอง ภายใต้ชื่อ Genesis บริษัทฯ ถือ 33% มีโอกาสสูงที่จะได้พันธมิตรใหม่จากต่างประเทศที่จะเข้ามาพร้อมกับฐานลูกค้า ต่างประเทศทำให้ผลประกอบการฟื้นตัว
KCE ราคาหุ้นที่อ่อนตัวเป็นโอกาสสะสม
ทางด้านคงประมาณการกำไรปี 2565 ที่ 3.2 พันล้านบาท เติบโต 33%จากปีก่อน ขณะที่หากกำไรไตรมาส 4/64 ออกมาที่ระดับ 800 ล้านบาทแบบบวกลบ (ซึ่งเป็นกำไรในกรณีที่ยังรับรู้กำลังการผลิต 600K ตารางฟุตไม่เต็มที่และยังไม่มี ผลของโรงงานใหม่ที่โรจนะ) ประมาณการปี 2565 จะมีUpside Risk อย่างน้อยราว 15% ดังนั้น ราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงมาตามการปรับฐานของหุ้นกลุ่ม Tech จึงเป็นโอกาสในการสะสม
สำหรับปี 2565 ในช่วงครึ่งปีแรก 65 KCE จะได้รับผลบวกจากกำลังการผลิตที่ลาดกระบังและ KCE-Tech กว่า 600K ตารางฟุตที่เพิ่มขึ้นในช่วงกลางไตรมาส 4/64 ขณะที่ครึ่งหลังปี 65 KCE จะขึ้นโรงงานใหม่ที่นิคมโรจนะกำลังการผลิตรวม 2 ล้านตารางฟุต (ขนาดใกล้เคียงกับโรงงานหลักที่ลาดกระบัง) โดยบริษัทฯจะเริ่มต้นกำลังการผลิตในช่วงไตรมาส 4/65 ที่ราว 700K ตารางฟุต
นอกจากนี้บริษัทฯยังอาจได้ผลบวกของการปรับขึ้นราคาขายเป็นปีที่สองติดต่อกัน (ผู้บริหาร Guidance การปรับขึ้นราว 3%) ทำให้ยอดขายยังเป็นขาขึ้น คาด GPM ของ KCE จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ผลบวกจากค่าเงินบาท/USD ปัจจุบันค่าเงินบาท/USD เฉลี่ยในปี 2565 อยู่ที่ 33.27 บาท/USD เทียบกับฐานครึ่งแรกปี 64 ที่ 30.82 บาท/USD
ขณะที่แนวโน้มค่าเงินบาท/USD คาดว่าจะอ่อนค่าต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วงไตรมาส 1/65 จากนโยบายการเงินที่ตึงตัวของ Fed ที่ส่งสัญญาณชัดเจนทั้งการ ขึ้นดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุล เทียบกับนโยบายการเงินของ BOT ที่ยังอยู่ในลักษณะผ่อนคลาย และ ตัวเลขติดเชื้อ Omicron ในประเทศที่จะเข้าสู่ช่วงขาขึ้นในช่วง 1-2 เดือนจากนี้ตามคาดการณ์ของศบค. รวมทั้งต้นทุนทองแดงที่เป็นวัตถุดิบหลักไม่ได้ปรับขึ้นร้อนแรงจากไตรมาสก่อน ตาม Commodity ชนิดอื่น เพราะมีการเพิ่มปริมาณ Supply ในอุตสาหกรรมทำให้ผลของการขึ้นราคาเป็นบวกต่อ GPM

