GULF หุ้นร่วงจนต้องร้องขอชีวิต แต่ยังมีสตอรี่เข้าซื้อได้
ถ้าจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ เพราะถือเป็นหุ้นสุดฮอตเลยจริงๆ อย่าง GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เพราะเป็นหนึ่งในหุ้นที่นักลงทุนสนใจอย่างมาก จนปริมาณซื้อขายในแต่ละวันที่มีเข้ามาอย่างคับคั่ง
GULF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2560 ด้วยราคาไอพีโอที่ระดับ 45.00 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 5.00 บาท หลังจากนั้นราคาหุ้นก็ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2560 ทำราคาสูงสุดที่ระดับ 65.00 บาท เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.60 หลังจากนั้นปี 2561 ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยปิดการซื้อขายสิ้นปีที่ 81.50 บาท ต่อมาปี 2562 ได้ทำปรากฏการณ์ที่น่าพอใจแก่นักลงทุน โดยทำราคาทะลุหลักร้อยบาท จนสิ้นปี 2562 ปิดการซื้อขายที่ระดับ 166.00 บาท
GULF ประกาศแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการขยายการลงทุนไปยังโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (M6 & M81) เป็นต้น
แต่หลังจากราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น GULF ก็ได้ประกาศข่าว Surprise ต่อนักลงทุน ด้วยการแตกพาร์เป็นหุ้นละ 1 บาท จากเดิมหุ้นละ 5 บาท เมื่อช่วงไตรมาส 2/63 ที่ผ่านมา มีผลให้จำนวนหุ้นของบริษัท เพิ่มขึ้นจาก 2,133,300,000 หุ้น เป็น 10,666,500,000 หุ้น
GULF ซื้อขายด้วยพาร์ใหม่เมื่อวันที่ 16 เม.ย.63 ราคาหุ้นก็ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทำราคาสูงสุดช่วงไตรมาส 2/63 ที่ระดับ 41.03 บาท เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 63 สะท้อนจากแผนการลงทุนที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะมีทั้งข่าวได้รับการจัดตั้งเป็นผู้ประกอบกิจการจัดหาและค้ำส่งก๊าซธรรมชาติของบริษัทร่วมทั้งที่ถือหุ้น 49% รวมทั้งประกาศเพิ่มสัดส่วนการลงทุนและการขยายธุรกิจสาธารณูปโภคที่ประเทศโอมานในช่วงไตรมาส 2/63 ที่ผ่านมา
เวลาผ่านไปไม่นานนักหลังจากประกาศแตกพาร์ GULF ก็ได้มีข่าว Surprise ต่อนักลงทุนอีกครั้ง ด้วยการประกาศเพิ่มทุนจดทะเบียน เป็น 11,733,150,000 หุ้น โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ จำนวน 1,066,650,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ในช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยหุ้นเพิ่มทุนเริ่มซื้อขายวันที่ 28 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา
จากการสำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น GULF ในช่วงไตรมาส 3/63 พบว่า ราคาหุ้นปิดการซื้อขายในไตรมาสดังกล่าวที่ 30.50 บาท ปรับตัวลดลง 18.28% จากราคาปิดไตรมาสก่อน ซึ่งทำราคาต่ำสุดเมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่ถ้าดูตั้งแต่ต้นไตรมาส 3/63 จนถึงปัจจุบัน (28 ต.ค.63) ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 28.50 บาท ลดลงอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 23.64% จากราคาปิดก่อนหน้า
แม้ปัจจุบันราคาหุ้น GULF จะปรับตัวลดลงอย่างไม่หยุดยั้ง แต่จากข้อมูลสิ้นไตรมาส 2/63 โครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนายังมีอยู่จำนวนมากจนไม่สามารถนำมาเสนอได้ทั้งหมด จึงขอยกตัวอย่างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า IPP ก๊าซธรรมชาติ GSRC ขนาดกำลังการผลิต 2,650 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในระหว่างปี 2564 ถึง 2565
รวมทั้ง โครงการโรงไฟฟ้า IPP ก๊าซธรรมชาติ GPD กำลังการผลิต 2,650 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในระหว่างปี 2566 ถึง 2567 โครงการโรงไฟฟ้าหินกอง กำลังการผลิต 1,400 เมกะวัตต์ กำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในระหว่างปี 2567 ถึง 2568 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นอื่นๆอีกจำนวนมากที่นอกเหนือจากโรงไฟฟ้าอีกด้วย
Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังพี่วิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ซึ่งบอกกับเราว่า โครงการเดิมที่อยู่ระวังพัฒนาของ GULF ยังมีสตอรี่ในการเข้าซื้อ ดังนั้นนักลงทุน long term สามารถเข้าซื้อได้ แต่นักลงทุนสายเก็งกำไรระยะสั้นยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาสนับสนุน
โดยราคาหุ้นล่าสุดของ GULF ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาเพิ่มทุน ด้วยปัจจุบันสตอรี่ใหม่ๆยังไม่มีเข้ามา แต่หากมองข้ามไปปี 64 กำไรยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะมีโครงการขนาดใหญ่อย่างโรงไฟฟ้าประเภท IPP ขนาด 5,000 เมกะวัตต์ ที่เฟสแรกเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 64 ดังนั้นจึงมองว่า long term ยังมีความน่าสนใจ
สมควรได้รับ premium
ส่วนสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า GULF สมควรได้รับ premium ใน valuation จากการคาดการการเติบโตของกำไรสุทธิที่สูงถึง 83% ในปี 2564 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทคู่แข่งในไทย 23% และ regional peers ที่ 17% ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ PER 64 ที่ 43 เท่า โดยเราคาดว่าจะลดลงเหลือ 15 เท่าในปี 2568 จากการเข้ารับรู้เต็มปีของ IPP 5GW
และยังบอกอีกว่า เราคาดบริษัทจะมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิอยู่ที่ 83% ในปี 64 หรือเติบโตมาอยู่ที่ระดับ 8,438 ล้านบาท จากปี 2563 คาดอยู่ที่ 4,286 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 65 คาดมีกำไรสุทธิ 9,296 ล้านบาท โดย unit แรกของโครงการ IPP 5GW ที่รอคอยมานาน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาส 3/63 และในปีหน้าบริษัทจะได้รับผลกำไรเต็มปีเป็นปีแรกจากการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Borkum 2 offshore ที่เยอรมัน เราคาดผลกำไรจากส่วนนี้อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาทในปี 64 นอกจากนี้ เราคาดบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เวียดนาม และโครงการที่โอมานอีกด้วย
จากการเพิ่มทุนที่เป็นผลสำเร็จ ทำให้บริษัทมีความพร้อมที่จะขยายโดยการ M&A ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โรงไฟฟ้า แต่รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย ผู้บริหารยังคงมีมุ่งการลงทุนในโครงการ hydroelectric หรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ลาว 3 โครงการ โดยบริษัทจะยังคงทำโครงการ LNG-to-power ที่เวียดนาม
ดังนั้นจึงปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ จาก ถือ โดยมีราคาเป้าหมายอยู่ที่ 36 บาท จาก 34 บาท ซึ่งเรามีมุมมองเป็นบวกต่อ GULF จากความสามารถในการทำกำไรที่ดีมาก และ valuation ที่สมเหตุสมผลมากขึ้น เรามีการปรับกำไร และราคาเป้าหมายเพื่อสะท้อนการปรับสมมติฐานของราคาน้ำมัน demand และตาราง COD ของโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
