สองหุ้นแม่ลูก SCC – SCGP เตรียมเก็บเกี่ยวดอกผลจากการลงทุน
การลงทุนเพื่อขยายธุรกิจอาจไม่เห็นผลในระยะเวลาอันสั้น บางครั้งต้องใช้ระยะเวลาก่อสร้างหรือรอถึงจุดคุ้มทุนเป็นปี แต่หากผลตอบแทนที่ได้กลับมาจะช่วยสร้างฐานการเติบโตในระยะยาวให้กับบริษัทได้ ก็นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เช่นเดียวกับบริษัทคู่แม่ลูกอย่าง SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ SCGP หรือ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งเน้นขยายการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าใกล้จะได้เก็บเกี่ยวดอกผลของการลงทุนเหล่านั้นแล้ว
SCC คาด EBITDA สร้างจุดสูงสุดในปี 66
โดยนักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า SCC กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนการลงทุนครั้งใหญ่ จากงบลงทุนที่ถูกใช้ไปกว่า 3 แสนล้านบาท ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้กำไรในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 จะมีโอกาสอ่อนเมื่อตัวเทียบกับฐานกำไรที่สูงกว่าปกติในครึ่งแรกของปี 2564 แต่ฐานกำไรปกติจะค่อยๆ ถูกยกฐานขึ้นในแต่ละไตรมาส โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2566 หลังโครงการ Long Son Petrochemical Complex ในเวียดนามเริ่มเปิดดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2566 ซึ่งเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤติ Covid-19 จะทำให้ SCC สร้างจุดสูงสุดของ EBITDA ได้อีกครั้ง
ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 4/64 คาดจะมีกำไรสุทธิ 8,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 30.5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นสูงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 มาจากฐานกำไรที่ต่ำกว่าปกติในไตรมาส 3/64 เพราะมีการตั้ง Impairment Loss ธุรกิจซีเมนต์ในเมียนมา อย่างไรก็ตาม ภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 4/64 ทยอยฟื้นตัวดีขึ้นหลัง Covid-19 ธุรกิจปิโตรเคมีแม้ Spread ผลิตภัณฑ์หลักปรับตัวดีขึ้น แต่ถูกฉุดจากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมที่ลดลง ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีการปรับราคาปูนซีเมนต์ขึ้นชดเชยต้นทุนถ่านหินที่เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจ Packaging รายได้เติบโตชัดเจนโดยเฉพาะในเวียดนาม แต่ margin ยังมี impact จากสต็อกต้นทุนสูงที่ตกค้างมา
แนะนำ ซื้อลงทุน คาดปันผล 4-5% ต่อปี
ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมวิธี DCF ได้ 500 บาท เทียบเท่า PER ที่ 13.3 เท่า แนะนำ ซื้อ โดยกำไรจะกลับมาเติบโตแข็งแกร่งในปี 2566 เป็นต้นไป ภายใต้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยมีปันผลระหว่างทางประมาณ 4-5% ต่อปี
SCGP คาดดีลลงทุนหนุนผลงานโต Double Digit ต่อเนื่อง
ส่วน SCGP นักวิเคราะห์มองว่า ปี 2565 จะเป็นปีที่ได้รับผลบวกเต็มปีจากดีล M&P 4 โครงการที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา บวกกับโครงการลงทุนแบบ Brown Field อีก 4 โครงการ ที่ทยอยแล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยหนุนยอดขายให้เติบโตระดับ Double Digit ต่อเนื่องไปได้อีกหลายปี พร้อมเดินหน้าลงทุนภายใต้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี โดย 50% ของงบลงทุนจะใช้สำหรับดีล M&P โดยมีจุดสนใจที่ Polymer Packaging, บรรจุภัณฑ์ด้าน Healthcare และโรงงานกล่อง เพื่อเพิ่มระดับ Integration ของโรงงาน Upstream สู่โรงงาน Downstream
ด้านภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 4/64 คาดจะดูดีขึ้น หลังเวียดนามคลายล็อกดาวน์ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ขณะที่ยอดขายในประเทศยังเพิ่มขึ้นไม่มากเพราะมีปัญหาเรื่องค่าขนส่งทางเรือสูงขึ้น, ตู้ Container ขาดแคลนและลูกค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขาดแคลนชิ้นส่วนในการประกอบสินค้า อย่างไรก็ตามหากเทียบกับไตรมาส 4/63 จะเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 46% เพราะปีนี้มีการทำงบการเงินรวมกับ Go-Pak, Duy Tan และ Intan ด้านอัตรากำไรยังคงถูกกดดันจากสต็อกวัตถุดิบต้นทุนสูงที่ตกค้างจากไตรมาสก่อนราว 1.5 เดือน และ margin ธุรกิจ Pulp ที่ลดลง โดยราคาผลิตภัณฑ์ที่ทยอยปรับขึ้นคาดหวังจะเห็นอัตรากำไรฟื้นตัวในไตรมาส 1/65 ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ไว้ที่ 1,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนหน้า
แนะนำ ทยอยลงทุน รับผลงานเติบโตต่อเนื่อง
ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมวิธี DCF ได้ที่ 70.00 บาท แม้มี Upside จำกัด แต่การเติบโตของ กำไรในอนาคตที่ยังมีอย่างต่อเนื่องภายใต้การลงทุนทั้งแบบ Brown field และดีล M&P จะ ทำให้ FV ขยับขึ้นราว 5-7% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แนะนำรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว

