โอกาสลงทุน 7 หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า GULF กำไรอาจโต 100 %ในปีนี้
เมื่อสองหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง เช่น GULF และ GPSC สำหรับสาเหตุที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นของ GULF นักวิเคราะห์ให้คอมเม้นท์ว่าปีนี้ถือเป็นปีทองของ GULF เพราะมีหลายโครงการที่ร่วมกับทางปตท.จะเริ่ม และราคาหุ้นน่าจะยังมีโมเมนตัมไปต่อได้อีก จากราคาเหมาะสมที่ 52 บาท
ด้าน GPSC เองนั้นสาเหตุที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น คงจะพอมองได้ว่าเป็นเพราะกระแสของเทรนด์ธุรกิจแบตเตอรี่ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทาง GPSC มีโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน G-Cell แบตเตอรี่ชนิดกึ่งแข็ง แบบ LFP สูตร SemiSolid นอกจากนี้ยังเป็นเรือธงของกลุ่มปตท.ในด้านการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบพลังงานทดแทน
ขณะที่ หุ้นโรงไฟฟ้าตัวอื่นเองนั้นก็มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวไม่ต่างกันกับสองหุ้นดังกล่าว เช่นทาง BGRIM ยังคงมุ่งหน้าแสวงหาโอกาสกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มเติมอีก ด้วยการกระจายการลงทุนโรงไฟฟ้าหลายประเภทในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
ส่วน EA ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีการรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ในมือกว่า 600 MW มาอย่างต่อเนื่องและในปี 65 เป็นปีเริ่มต้นของการรับรู้รายได้จากธุรกิจโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเฟสแรกขนาด 1 GWh และโรงงานประกอบรถโดยสารไฟฟ้า (EV)
สำหรับ CKP เป็นหนึ่งในหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขนาดใหญ่ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งหากจะมองว่าใหญ่ขนาดไหนนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือใหญ่กว่าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ซึ่งโรงไฟฟ้าไซยะบุรี นั้นมีกำลังการผลิตติดตั้ง 1,220 MW
EGCO ในฐานะที่เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นยัง Laggard เคลื่อนไหวช้ากว่ากลุ่มก็มีแผนพัฒนาธุรกิจที่เด่นชัดในปีนี้ เช่นการเตรียมเงินลงทุน 30,000 ล้านบาทเพื่อการหากำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เข้าระบบเพิ่มเติมอีก 1,000 MW แต่ในปีนี้เองจะมีโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างทยอยจ่ายไฟเข้าระบบเพิ่มเติมอีก
ฝั่ง RATCH ถือว่าเป็นหุ้นใหญ่โรงไฟฟ้าที่กระจายพอร์ตการลงทุนออกไปยังหลายๆกลุ่มธุรกิจทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการเข้าไปซื้อหุ้นในกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังมองว่าในปี 65 จะเป็นปีที่กำไรของ RATCH จะเติบโตแบบก้าวกระโดด
ในมุมของปัจจัยพื้นฐานของหุ้นโรงไฟฟ้านักวิเคราะห์ให้ความเห็นเป็นเรื่องเดียวกันเป็นเสียงส่วนใหญ่ถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าปี 2022 ว่าจะเป็นตัวช่วยหนุนและเป็นการตอบสนองการแสวงหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ให้กับหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่นอกเหนือจากโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ และมีมุมมองถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้นในแต่ละตัว
GULF จะไม่ใช่แค่โรงไฟฟ้าอีกต่อไป
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO) ประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าปี 65ภายในช่วงกลางปี 65 ก็จะสร้างผลบวกเชิงจิตวิทยาต่อ GULF และหากบริษัทสามารถคว้าสัญญาซอื้ ขายไฟฟ้า (PPA) ได้ภายในครึ่งหลังของปี65 จะเป็นปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์ต่างปรับเพิ่มประมาณการกำไรในระยะยาวและราคาเป้าหมายขึ้น
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็ น IoT, big data, e-business,และอื่นๆ จะเป็นปัจจัยหนุนต่ออุปสงค์ต่อบริการด้านการเก็บข้อมูลและคลาวด์ไปอีกหลายปีต่อจากนี้มีการคาดการณ์ว่าธุรกิจด้านดิจิทัลจะคิดเป็น 25% ของ GDP ของประเทศไทยภายในปี 70 ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นอัพไซด์อย่างมากต่อกำไรและราคาเป้าหมายของ GULF ซึ่ง ยังไม่มีใครสะท้อนมูลค่าลงในราคาหุ้นเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่ ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 (พัฒนาโดยกลุ่ม GPC ซงึ่ GULF ถือหุ้นอยู่ 40%) จึงถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้บริษัทก้าวไปสู่ ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเราคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 48 บาท
GPSC แบตเตอรี่จะเป็น Key growth
บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การต่อยอดธุรกิจแบตเตอรี่จะเป็น Key growth ในระยะยาว โดยบริษัทได้ลงทุนและจับมือกับพันธมิตรหลายบริษัทไปแล้ว เช่นลงทุน 11.1% ใน Anhui Axxiva New Energy Technology ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตฯขนาด 1GWh ในจีน, จับมือกับ OR พัฒนาแบตฯ G-Box, จับมือกับ Swap & GO พัฒนาแบตฯ G-cell สำหรับรถจักรยานยนต์, เซ็น MOU กับ 9 บริษัท EV พัฒนาแบตฯและแพลทฟอร์มในการเปลี่ยนแบตฯที่สถานีบริการ คงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 98 บาท โดยคาดผลประกอบการไตรมาส 1/65 จะดีขึ้นหลังค่า Ft สูงขึ้น 0.1671 บาท/หน่วยในช่วงม.ค เม.ย.65 รวมทั้งต้นทุนถ่านหินลดลง
EA แบตเตอรี่+ยานยนต์ไฟฟ้าหนุน
บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังเริ่มดำเนินงานโรงงานแบตเตอรี่ขนาด 1GWh ในระยะที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.64 โดยได้ส่งมอบ e-bus จำนวน 122 คันในเดือน ก.ย. - ต.ค. 64 และได้รับคำสั่งซื้อ e-bus อีกกว่า 300 คันเพื่อส่งมอบในไตรมาส 4/64 และปี 65 ปัจจุบันเรามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มปริมาณขายของ EA สำหรับ EV ในปี 65-66 ซึ่งทำให้เราปรับเพิ่มสมมติฐานปริมาณขายปี 65 และ 66 สำหรับ e-bus ขึ้นอีก 20-30% และสำหรับแบตเตอรี่อีก 38-50%
ดังนั้นเป็นผลให้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 64-66 เพิ่มอีก 4-9% เราเชื่อว่ากำไรของ EA ยังมีโอกาสขึ้นได้อีกมากจากยอดขาย e-truck และ e-bus เนื่องจากมีความต้องการที่อั้นไว้อยู่เป็นจำนวนมากสำหรับ EV เพื่อการพาณิชย์ (รถโดยสารและรถบรรทุก) และ EV เพื่อเป็นรถโดยสารโดยอยู่ระหว่างรอการประกาศมาตรการจูงใจอย่างเป็นทางการของรัฐบาล
โดยคงคำแนะนำซื้อหลังปรับราคาเป้าหมายจาก 88 เป็น 122 บาท เพื่อรวมการปรับเพิ่มประมาณการ EPS อีก 4-9% ในปี 64-66 และ 2) การปรับเพิ่มค่า P/E จาก 15 เท่า เป็น 24 เท่า สำหรับธุรกิจ e-bus จากมูลค่างานในมือที่อยู่ในระดับสูงและความชัดเจนในการส่งมอบสินค้า

