Exclusive หุ้น mai : SMD ทำธุรกิจแบบ 5P คือหัวใจความสำเร็จ
ความต้องการของเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการระบาดของโควิด-19 ประกอบหลายสำนักวิจัยประเมินว่าจำนวนผู้สูงอายุจะปรับเพิ่มมากขึ้นในประเทศ ซึ่งทำให้ ธุรกิจที่เป็นเครื่องมือทางการแพทย์เฉพาะทางมีความต้องการที่เพิ่มขึ้น
รู้หรือไม่? ประเทศไทยมีผู้นำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ชั้นนำระดับโลกด้วย นั่นคือ บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD ซึ่งได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) แล้วเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ดังนั้นหลังเข้าตลาดหุ้น เรื่องราวของ SMD จะมีความน่าสนใจหรือไม่ ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบไปด้วยกัน
หากย้อนกลับไปเมื่อวันเข้าเทรดครั้งแรก SMD ทำฟอร์มได้อย่างสวยงาม โดยมีราคาเปิดการซื้อขายที่ 10.20 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือเพิ่มขึ้น 41.67% จากราคาไอพีโอที่ 7.20 บาท และล่าสุดในภาพรวมผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2564 มีกำไรสุทธิ 264.82 ล้านบาท เติบโต 564.99% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทอีกด้วย
ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการมีประเด็นที่น่าสนใจ แม้อยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่บริษัทได้รับปัจจัยหนุนมาจากการความต้องการสินค้าเครื่องมือแพทย์เพิ่มมากขึ้น ตามความจำเป็นต่อการรักษา และใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดจากสถานการณ์โควิด-19 จากกลุ่มภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงกลุ่มนิติบุคคลต่างๆ
ทีมข่าว Wealthy Thai ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD ซึ่งได้เปิดเผยกับเราว่า หลังจากที่บริษัทเข้าตลาดหุ้นมาแล้ว จุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ เงินทุน เนื่องจากทำให้บริษัทมีฐานเงินทุนที่สามารถนำเข้าสินค้าเข้ามาจำหน่ายได้มากขึ้น เพราะว่าตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 หลายๆบริษัทสูญสิ้นเครดิต หลังจากที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เฉพาะทางด้านระบบการหายใจและช่วยชีวิต โดยเป็นผู้นำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ในระดับชั้นนำมากกว่า 30 แบรนด์ มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 100 รายการ ซึ่งในปี 65 สินค้าที่เกี่ยวข้องกับครุภัณฑ์การแพทย์ ทั้ง Smart Hospital, Smart OPD เป็นต้น จะถือเป็นดาวเด่น เนื่องจาก เป็นเมกะเทรนด์ โดยเครื่องมือแพทย์ในปัจจุบันเน้นเทคโนโลยีจึงถือเป็นเทรนด์ในเมกะเทรนด์
“กลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตให้แก่ SMD มองว่าส่วนผสมการตลาดที่สำคัญของการขายเครื่องมือแพทย์ ปัจจัยหลักๆ คือ 5P ไม่ว่าจะเป็น P-Product ที่ดี รวมทั้งมี P-People ที่มี P-Product เป็นของตัวเอง ประกอบกับการมี P- Persona กับคนที่มี P- Power โดยไม่ว่าจะขายสินค้าอะไรก็ตามแต่บริษัทจะใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นหลัก”ดร.วิโรจน์ กล่าว
ทางด้านมูลค่าการตลาดเครื่องมือแพทย์ปัจจุบัน มีการนำเข้าอยู่ที่ระดับราว 1 แสนล้านบาท เติบโตราว 10% ขณะที่ส่งออกราว 1.5 แสนล้านบาท แต่บริษัทอยู่ในส่วนของผู้นำเข้า ซึ่งในแต่สินค้าที่บริษัทนำเข้ามาจำหน่ายมีส่วนแบ่งการตลาด หรือ Market Share ราวระดับ 15-25%
ดังนั้นแนวโน้มการเติบโตของปี 2565 บริษัทวางเป้าหมายรายได้เติบโตมาที่ระดับ 1,800 ล้านบาท เติบโตระดับ 10%เทียบกับปี 2564 คาดว่าจะทำได้ประมาณ 1,600 ล้านบาท (โดยประมาณ) ซึ่งโอกาสของธุรกิจมองว่า สินค้าเดิมของบริษัทมีการจำหน่ายมากขึ้น
ส่วนความท้าทายของธุรกิจในปี 2565 มองว่า การระบาดของ COVID-19 จะทำให้ shipment ล่าช้า แม้จะโดนปรับบ้าง แต่มองว่าหากสต๊อกสินค้าไว้ จะมีความเสี่ยงกว่า ขณะที่ความเสี่ยงด้านพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการย้ายงาน เชื่อว่าจะไม่มี เนื่องจาก พนักงานของบริษัทในปีก่อนถือว่าจะมีรายได้ให้กับตนเองในระดับสูง ส่วนเรื่องผลิตภัณฑ์ย้ายตัวแทนจำหน่ายคาดจะไม่มีเช่นกัน
ดังนั้นความเสี่ยงหลักๆคงมาจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณน้อยลง แต่บริษัทจะมีการประเมินว่าเสี่ยงอยู่เสมอ และบริษัทติดตามงบประมาณของภาครัฐยังมีการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกๆปี ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน มีการป้องกันความเสี่ยงต่อเนื่อง ส่วนความเสี่ยงด้านพนักงานติดโควิด-19 บริษัทก็มีการป้องกันต่อเนื่องเช่นกัน
“บริษัทเป็นเทรดดิ้งคอมปานี สินค้าไหนดีบริษัทก็เข้าไปซื้อมา แต่สินค้าอะไรก็ตามที่บริษัทนำเข้ามาจำหน่าย เราจะต้องมีความชำนาญ หากไม่มีความชำนาญเราจะไม่เอา โดยผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เฉพาะทางด้านระบบการหายใจและช่วยชีวิต ยังมีอีกหลายรายการมากที่เราไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่าย ซึ่งเราก็กำลังเล็งไว้อีกด้วย”ดร.วิโรจน์ กล่าว
ขณะที่กลุ่มลูกค้าของบริษัท ประกอบด้วย สถานพยาบาลชั้นนำในไทย ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลรัฐในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลรัฐในสังกัดต่างๆ โรงพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์ กทม. โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง ค่อนข้างใหญ่ โรงพยาบาลเฉพาะทาง เป็นต้น
“ในช่วง 3-5 ปีบริษัทจะสร้างการเติบโตแบบชัดเจน และมั่นคง โดยวางเป้าการเติบโตระดับ 15%ต่อปี หลังจากปี 2564 มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดแล้ว”
ล่าสุดผลิตภัณฑ์ชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบเร่งด่วน (SARS-CoV-2 Antigen Rapid Test) หรือ ATK บริษัทได้นำเข้าไปจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น (7-ELEVEN) โดยมียอดคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุผลที่นำเข้าไปจำหน่ายใน 7-ELEVEN เป็นกลยุทธ์การตลาดขั้นพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจ หากมีช่องทางการจำหน่ายที่ดี สินค้านั้นๆก็ไปต่อได้ นอกจากนี้บริษัทยังมีสินค้าประเภทอื่นๆ ที่จะนำเข้าไปกระจายผ่านช่องทางออนไลน์ของ 7-ELEVEN ต่อไปในอนาคตอีกด้วย
ดร.วิโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทจะสร้างการเติบโตแบบสมดุลและยั่งยืน โดยกลยุทธ์การตลาดชัดเจน และมั่นคง ยังเดินหน้าในธุรกิจของบริษัทต่อเนื่อง รวมทั้งให้บริการเช่าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อสร้างรายได้ประจำเพื่อสร้างความมั่นคง จึงอยากให้นักลงทุนสบายใจได้กับการพัฒนาธุรกิจของเรา “ชัดเจน และมั่นคง”

