จับจังหวะลงทุน 5 หุ้น Value stock ในสภาวะที่บอนด์ยิลด์เป็นขาขึ้น
กรณีที่ทางธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด มีส่งสัญญาณการปรับเปลี่ยนนโยบายเป็นแบบเข้มงวดเร็วขึ้น ทั้งการเร่งปรับลดขนาดการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE Tapering) ในการประชุมเดือน ธ.ค.64 ที่ผ่านมา ต่อเนื่องด้วยการส่งสัญญาณเริ่มลดขนาดงบดุล และจากนั้นคาดว่าจะตามมาด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้นเป็นเดือน มี.ค.65 เพื่อเป็นการเร่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อซึ่งยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ของสหรัฐฯ เร่งตัวรอบใหม่ และส่งผลกระทบเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 ม.ค.65 เร่งตัวขึ้นอยู่ที่ 1.8% โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) อธิบายให้เห็นภาพอย่างน่าสนใจว่าทำไมกลุ่มหน้าหุ้น Value stock จึงเป็นจุดที่น่าสนใจของนักลงทุน
โดยนักวิเคราะห์ได้นำข้อมูลการเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ของสหรัฐฯ มาเปรียบเทียบกับระหว่าง MSCI World Value Index ตัวแทนของหุ้นมูลค่า และ MSCI World Growth Index ตัวแทนของหุ้นเติบโต ในอดีตที่ผ่านมาพบว่าในปีที่ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นผลตอบแทนจากหุ้นมูลค่าจะสูงขึ้นตาม สวนทางกับผลตอบแทนหุ้นเติบโตที่ปรับตัวลง
ดังนั้นจากบทเรียนจากอดีตที่เกิดขึ้น สะท้อนโอกาสสำหรับตลาดหุ้นไทยที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้น Value stock และเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม (Old Economy) ซึ่งถือว่าแทบไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดสภาพคล่องของ Fed ในช่วงที่ผ่านมา
โดยยังคงมุมมองของ SET Index ที่ระดับ 1,750 จุด บนสมมติฐาน EPS บาทต่อหุ้น 94.2 เพิ่มขึ้น 13% จากปี 64 อิง PE Ratio ที่ เท่าเทียบเคียงกับระดับค่าเฉลี่ย 18.6PE ย้อนหลัง 5ปีของSET + 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแนวโน้มการ Tightening ที่จะเกิดขึ้นตลอดทั้งปี 65 นำมาสู่มุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ และกลุ่มที่มีความเสี่ยง
สำหรับหุ้นในกลุ่มที่น่าสนใจมาในธีม 1.แนวโน้มกำไรเติบโต / ฟื้นตัวและอัตรากำไรสูงขึ้น ได้แก่ SPRC คาดแนวโน้มค่าการกลั่นปี65 ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 4.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ผสานกับจากความต้องการเชื้อเพลิงเครื่องบินที่จะกลับสู่ปกติในช่วงกลางปี 65 หลังสถานการณ์ COVID-19 ผ่อนคลาย
เช่นเดียวกับ GLOBAL ยอดขายสาขาเดิมเร่งตัวดีขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะในเดือน ธ.ค. คาดขยายตัว 15% ในไตรมาส 4/64 และดีต่อเนื่องในไตรมาส 1/65 แม้ราคาเหล็กมีแนวโน้มลดลงแต่เราประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวได้เนื่องจากการปรับ Product mix เน้นสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ขณะที่ผลกระทบจากเงินเฟ้อ จำกัดสามารถ Pass Through ต้นทุน
2.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่าง KBANK คาดกำไรปี65 เติบโต 16.4% สู่ระดับ 3.8 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัว NIM และการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมดีขึ้น และ Credit cost ลดลง คาด ROE 9.3% และปัจจุบัน Valuation เทรดเพียง PBV 0.73 เท่า
3.หุ้นที่แนวโน้มกำไรถึงจุดเร่งตัว ได้แก่ PLANB การใช้สื่อกลางแจ้ง (OOH) ฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามภาวะเศรษฐกิจ ระหว่างปี2563-64 PLANB สะสมป้ายกลางแจ้ง ป้ายในร้านสะดวกซื้อจน media capacity แตะ 7.5 พันล้านบาทสูงสุดในตลาด OOH ไปแล้ว ทิ้งห่าง VGI ที่ 4.3 พันล้านบาท ดังนั้นจังหวะที่อุปสงค์ฟื้น PLANB จะได้ประโยชน์สูงสุด คาดปีนี้กำไรฟื้นจาก 5 ล้านบาท เป็น 566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น10,550% จากปีก่อน
ขณะที่ ALPHAX ทยอยรับรู้รายได้จากโครงการอสังหาฯ 2 โครงการปีนี้ราว 606 ล้านบาท และการเริ่มขายสารสกัดจากกัญชง (CBD) เฟส 2 ในไตรมาส 3/65 หากเป็นไปตามแผนบริษัท ทิศทาง EPS growthจะขยายตัว 265.6% จากปีก่อน กดให้P/E ปี64 จะลดลงจาก 62.3 เท่า เป็น 17.1 เท่าอย่างรวดเร็ว ประเมินราคาเหมาะสมเบื้องต้น 2.89 บาท อิง SOTP (อสังหาฯ 0.23 บาทและ กัญชง 2.65 บาท)

