Official Update :

SCC ตั้งเป้ายอดขายปีนี้โต 10% อุบ! ไทม์ไลน์นำ “เอสซีจี เคมิคอลส์” เข้าตลาดหุ้น

SCC ตั้งเป้ายอดขายปี 65 โต 10% จากปี 64 หลังปรับเพิ่มราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมรับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้นดันความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น ศึกษาโปรเจคปิโตรฯคอมเพล็กซ์แห่งที่ 2 ในเวียดนาม ชี้ยังไม่สามารถเปิดเผยไทม์ไลน์นำหุ้นไอพีโอ “เอสซีจี เคมิคอลส์” เข้าตลาด


นาย รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC คาดว่ายอดขายรวมในปี 65 จะเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปี 64 ที่มียอดขายรวมอยู่ที่ 530,112 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจาการปรับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นไปตามกลไกของตลาด ประกอบกับภายหลังจากที่สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด19 ที่คลี่คลายจึงส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น


ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างศึกษาที่จะลงทุนขยายโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนามแห่งที่ 2 เพิ่มเติม หลังจากที่โครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กแห่งที่ 1 ซึ่งขณะที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดจะแล้วเสร็จพร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งแรกของปี 2566


สำหรับความคืบหน้าในการนำบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้แต่อย่างใด ทั้งในเรื่องของการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน และการยื่นแบบรายการแสดงข้อมูล(ไฟลิ่ง) รวมถึงระยะเวลาการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


สำหรับงบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจี ประจำปี 2564 มีรายได้จากการขาย 530,112 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากปีก่อน สาเหตุจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ในทุกธุรกิจ ส่วนใหญ่จากราคาและปริมาณขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับปี 47,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจเคมิคอลส์ ทั้งนี้ กำไรจากดำเนินงานปกติ (Normalized Profit) เท่ากับ 48,979 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากปีก่อน


โดยเอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA) ปี 2564 อยู่ที่ 182,510 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34 ของยอดขายรวม ทั้งนี้ ยังมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ (New Products Development – NPD) คิดเป็นร้อยละ 15 และ Service Solution คิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดขายรวม


สำหรับไตรมาส 4 ปี 2564 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 142,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน จากการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกธุรกิจ โดยมีกำไรสำหรับงวด 8,307 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากไตรมาสก่อน มีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Normalized Profit) 7,813 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง


ขณะที่รายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทยในปี 2564 ทั้งสิ้น 242,886 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 46 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากปีก่อน


ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2564 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้ ธุรกิจเคมิคอลส์ ปี 2564 มีรายได้จากการขาย 238,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 62 จากปีก่อน เนื่องจาก ราคาและปริมาณขายสินค้าสูงขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนค่าลง โดยมีกำไรสำหรับปี 28,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 4 ปี 2564 มีรายได้จากการขาย 65,983 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากไตรมาสก่อนและ เพิ่มขึ้นร้อยละ 83 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาและปริมาณขายสินค้าที่สูงขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,500 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ประกอบกับมีกำไรจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง


ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ปี 2564 มีรายได้จากการขาย 182,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับปี 4,262 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 34 จากปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 4 ปี 2564 มีรายได้จากการขาย 45,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมียอดการส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นๆ นอกภูมิภาคอาเซียนและความต้องการสินค้าผลิตภัณฑ์ก่อสร้างภายในประเทศตามงานปรับปรุงและซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,785 ล้านบาท จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 1,579 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


SCGP ในปี 2564 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 124,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 จากปีก่อน มีกำไรสำหรับปี 8,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีก่อน มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในกลุ่มสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย และ สหราชอาณาจักร รวมถึงการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบขยายกำลังการผลิต (Organic Expansion) และ การควบรวมกิจการ (Merger and Partnership - M&P) ซึ่ง SCGP มีฐานการผลิตในหลายประเทศและผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกได้ดี


สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2564 SCGP มีรายได้จากการขาย 35,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 49 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุม โรคระบาดของรัฐบาลในอาเซียน ทำให้ประชาชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น การเตรียมสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค อาหารแช่แข็ง เพื่อรองรับความต้องการซื้อในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ และการรวม ผลการดำเนินงานของ Go-Pak ผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์อาหารในสหราชอาณาจักร ยุโรป และอเมริกาเหนือ, Duy Tan ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูปรายใหญ่ในประเทศเวียดนาม, Intan Group ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในประเทศ อินโดนีเซีย และ Deltalab ผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์คุณภาพสูงในประเทศสเปน โดยมีกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 2,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับ ไตรมาสก่อน

Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่