ห้ามพลาด! 2 หุ้นโรงไฟฟ้า ที่ราคายัง laggard น่าเข้า “สะสม”
2 หุ้นโรงไฟฟ้าที่น่าจับตาอย่าง BPP หรือ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และBCPG หรือ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) จะมีทิศทางการเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากนักวิเคราะห์ออกมาประเมินทั้ง 2 บริษัทมีอัพไซด์อยู่จำนวนมาก โดยบทความนี้มีคำตอบให้นักลงทุนแล้ว
เริ่มจาก BPP ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกครอบคลุมประเทศไทย สปป.ลาว จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา โดยมีกลยุทธ์ Greener & Smarter ด้วยเป้าหมายขยายกำลังผลิตให้ได้มากกว่า 5,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568
ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า ในวันที่ 25 ม.ค. 65 BPP ได้มีการแจ้งข่าวการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ 2 โครงการ ประกอบด้วย BRE Singapore (BRES) บริษัทย่อยของ Banpu NEXT (BNEXT) ที่ BPP และ BANPU ถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากันที่ 50% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายเพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์ Chu Ngoc ขนาด 15MW และ Nhon Hai ขนาด 35MW ในสัดส่วน 100% คิดเป็นเงิน ลงทุนรวม 26.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (883 ล้านบาท) โดยเป็นเงินลงทุนของ BPP ตามสัดส่วนการ ลงทุนที่ 13.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (442 ล้านบาท)
โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Chu Ngoc และ Nhon Hai ได้มีการ COD ตั้งแต่เดือน มิ.ย. 62และ ก.ค. 63 ตามล าดับ มีราคารับซื้อไฟฟ้าที่9.35เซนต์สหรัฐฯต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงให้กับ EVN โดยมี ระยะเวลาตามสัญญา PPA 20 ปี บริษัทคาดกระบวนการลงทุนในโรงไฟฟ้า Chu Ngoc และ Nhon Hai จะเสร็จสิ้นในช่วงไตรมาส 2/65
ทั้งนี้เบื้องต้นมองว่าการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งสองแห่งในเวียดนาม เป็นการลงทุนเพื่อชดเชยกำลังผลิตที่ขาดหายไปหลัง BNEXT จำหน่ายหุ้นบริษัท Sunseap ออกไป เช่นเดียวกับการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Ha Tinh ซึ่งบริษัทฯแจ้งต่อ ตลาดฯในเดือน ธ.ค. 64 ทั้งนี้ยังมองว่าบริษัทฯจะมีการเข้าลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจำนวนเงินที่บริษัทฯได้รับจากการจำหน่ายหุ้น Sunseap ยังคงมีอยู่อีกมาก
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Chu Ngoc และ Nhon Hai มี Capacity Factor (CF) ที่ 16.3% และ 18.6% ตามลำดับ สูงกว่าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โครงการอื่นๆที่มักมี ค่าเฉลี่ยราว 13-14% นอกจากนี้โครงการทั้งสองมีความเสี่ยงด้าน Curtailment ต่ำลงจากช่วง 2 ปีก่อน หลังมีการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่ โดยเบื้องต้นคาดการลงทุนในครั้งนี้จะส่งผลให้ บริษัทฯรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเติมได้ราว 30-40 ล้านบาทต่อปี
แม้โครงการโรงไฟฟ้าหงสากลับมาดำเนินงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและมีการเริ่มรับรู้รายได้จาก โครงการโรงไฟฟ้า Temple I ในสหรัฐฯตั้งแต่เดือน พ.ย. แต่เบื้องต้นคาดกำไรไตรมาส 4/64 ทรงตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก โครงการโรงไฟฟ้า BLCP มีการปิดทำ Yearly Maintenance และราคาถ่านหินที่อยู่ในระดับสูงในช่วงไตรมาส 4/64 เป็นประเด็นกดดันความสามารถในการทำกำไรของโรงไฟฟ้า CHP ทั้ง 3 แห่งในจีน รวมถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน SLG
จึงคงประมาณการกำไรปกติปี 2564 ที่ 2,986 ล้านบาท ลดลง 20%จากปีก่อน และปี 65 ที่ 4,726 ล้านบาท เติบโต58% จากปีก่อน มีราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 21.30 บาทต่อหุ้นมี Upside gain 28.3% (เทียบราคาปิดวันที่ 25 ม.ค.65) แนะนำ “ซื้อ โดยมี Upside เพิ่มเติมจากการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใน เวียดนาม 3 แห่ง 1.Ha Tinh ขนาด 50MW (คาดธุรกรรมเสร็จสิ้นในไตรมาส 1/65) 2.Chu Ngoc และ Nhon Hai ขนาดรวม 50MW และ 3.ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของโรงไฟฟ้า Nakoso หลังการปรับปรุงประสิทธิภาพในปี 2564
BCPG อัพไซด์เพียบ
ถัดมา BCPG ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งนักวิเคราะห์ค่ายเดียวกันได้ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยมีใจความดังนี้
โดยคาดผลประกอบการไตรมาส 1/65 เติบโตเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้จะมีผลกระทบจากการที่ Adder ของโครงการ BCPG 1 หมดอายุลง เนื่องจาก 1.มีการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Chiba 1 แบบเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก
2.Capacity Factor ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศที่สูงขึ้นจากการทำ Efficiency Improvement ในช่วงไตรมาส 2-3/64 และ 3.มีกำหนด COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นเพิ่มอีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้า Komagane ขนาด 25MW และโครงการโรงไฟฟ้า Yabuki ขนาด 20MW
ทั้งนี้คงประมาณการปี 2565 ที่ 2,213 ล้านบาททรงตัวจากปีก่อน เนื่องจาก กำลังผลิตใหม่สามารถชดเชยผลกระทบ จาก Adder ที่เริ่มหมดอายุลงได้ในระดับหนึ่ง โดย BCPG มีราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 18.30 บาท/ หุ้น (อิง DCF) มี Upside 56.4% (เทียบราคาปิดวันที่ 25 ม.ค.65) คงคำแนะนำ “ซื้อ”
ในระยะยาว BCPG มี Upside จากการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไต้หวันที่ยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการ (มีความชัดเจนมากขึ้นในครึ่งหลังปี 65) และการแปลงสภาพหุ้นกู้ของบริษัท VRB Energy (ทำธุรกิจ Flow Battery) เป็นหุ้นสามัญราว 13-14% ในช่วงกลางปี 2565 อย่างไรก็ตามในระยะสั้นราคาหุ้นอาจถูกกดดันจากกำไรปกติไตรมาส 4/64 ที่มีแนวโน้มลดลงจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์อาจเลือกเข้าลงทุนหลังการประกาศงบการเงินปี 2564
ขณะที่คาดกำไรปกติไตรมาส 4/64 ที่ 466 ล้านบาทลดลง 34% จากไตรมาสก่อน และลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะมีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าในไทยที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทำEfficiency Improvement และปริมาณขายไฟฟ้าในญี่ปุ่นที่สูงขึ้น จากการ COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Chiba 1 ขนาด 20MW เนื่องจาก
1.ปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ Nam San 3A และ 3B ในลาวที่ 142GWh ลดลง จาก 210GWh ในไตรมาส 3/64 และ 157GWh ในไตรมาส 4/63 หลังออกจากช่วง High Season ในไตรมาส 3 และ มรสุมไม่เลื่อนฤดูกาลเหมือนปีก่อน
2.คาด GPM ในไตรมาส 4/64 ที่ 63.6% ลดลงจาก 69.7% ในไตรมาส 3/64 และ 65.2% ในไตรมาส 4/63 จากการ COD โครงการใหม่ที่มีค่าไฟในรูปแบบ FiT และ Adder ของโครงการ BCPG 1 ที่หมดอายุลง 3.คาดค่าใช้จ่าย SG&A ที่ 162 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจาก 132 ล้านบาทในไตรมาส 3/64 และ 156 ล้าน บาทในไตรมาส 4/63 จากการ COD โครงการใหม่ในญี่ปุ่น
และ 4.คาดส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ 110 ล้านบาท พลิกเป็นกำไรเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการเปิดหลุมพลังงานความร้อนแห่งใหม่ ทั้งนี้หากกำไรปกติไตรมาส 4/64 ออกมาใกล้เคียงคาดจะส่งผลให้ประมาณการปี 2564 มี Downside ราว 3% โดยเบื้องต้นคาดปี 2564 รายงานกำไรสุทธิ 2,224 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่อยู่ระดับ 1,912 ล้านบาท

