Official Update :

สรุปแล้ว! TU - RBF ตั้งบริษัทร่วมทุนบุกอินเดีย ใครจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน

วันศุกร์ที่ผ่านมา TU หรือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แจ้งหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับกำรลงนามในสัญญาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ โดยเป็นการร่วมลงทุนระหว่าง บริษัท อาร์แอนด์บีฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) หรือ RBF และ Srinivasa Cystine Private Limited หรือ SCPL บริษัทในเครือ Avanti Group เพื่อดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายส่วนผสมในอาหาร เช่น วัตถุแต่งรส (Flavor) และกลุ่มสินค้า Food Coating รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงงานผลิตเพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าวในประเทศอินเดียในอนาคต


การร่วมทุนครั้งนี้ใช้เงินลงทุน 100 ล้านรูปอินเดีย โดยเป็นทุนที่ชำระแล้ว 76 ล้านรูปีอินเดีย หรือประมาณ 1 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น RBF จะถือหุ้นในสัดส่วน 51%, SCPL ถือหุ้นในสัดส่วน 30% และ TU ถือหุ้นในสัดส่วน 19% ส่วนโครงสร้างกรรมการแบ่งเป็น กรรการซึ่งเป็นตัวแทนจาก RBF 3 ท่าน จาก SCPL 2 ท่าน และจาก  TU 1 ท่าน


โดยนักวิเคราะห์จากบล.เคทีบีเอสที ระบุว่า มีมุมมองเป็นบวกต่อทั้ง TU และ RBF จากดีลดังกล่าวโดยเป็นไปตามที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้ หลังจากที่ TU เข้าไปถือหุ้นใน RBF สัดส่วน 10% โดย TU จะเป็นผู้นำ RBF ไปเปิดตลาดต่างประเทศ ซึ่งดีลนี้ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจะเป็น RBF จากการไปเปิดตลาดสินค้าที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วในประเทศอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรมากกว่าประเทศไทยถึง 20 เท่า และมีอัตราการเติบโตของอาหารแปรรูปในระดับสูง CAGR (2563-2568) 12% (คาดการณ์จาก KPMG) โดยใช้เครือข่ายของ TU และ Avanti group ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจผู้ผลิตอาหารทะเลในประเทศอินเดียและเป็นพันธมิตรของไทยยูเนี่ยนมาอย่างยาวนาน



TU รุกธุรกิจใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูง

สำหรับ TU ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าได้ประโยชน์จากการที่บริษัทไม่ต้องลงทุนทั้งในส่วนของเงินทุนมากนัก โดย TU ใช้เครือข่ายของตนเองและ Avanti group ที่มีอยู่แล้วสำหรับขยายธุรกิจใหม่ในประเทศอินเดีย โดยใช้ความเชี่ยวชาญของ RBF ซึ่ง TU จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก RBF ในรูปแบบ equity income และหากบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้ประสบความสำเร็จและเริ่มก่อตั้งโรงงานในประเทศอินเดียในอนาคต ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าในอนาคต TU จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุนครั้งนี้อย่างมีนัยสำคัญในการรุกธุรกิจส่วนผสมอาหารในอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมากและมีความต้องการบริโภคอาหารมากกว่าประเทศไทยหลายเท่า ดังนั้น จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมายที่ 26.00 บาท PER 2565 ที่ 16.0 เท่า และคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 7,668 ล้านบาท โต 23% และกำไรสุทธิปี 2565 อยู่ที่ 8,080 ล้านบาท โต 5%



RBF รายได้ต่างประเทศเพิ่ม

ด้าน RBF จะได้ประโยชน์จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนครั้งนี้ คาดเห็นสัดส่วนรายได้ต่างประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 16% ของรายได้รวม 9 เดือน ปี 2564 จากการตั้งโรงงานใหม่ในประเทศอินเดีย โดยปัจจุบันบริษัทมีโรงงานในต่างประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ อินโดนีเซียและเวียดนาม ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าการเข้าไปเปิดตลาดที่ประเทศอินเดีย ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทที่พยายามจะเจาะตลาด โดยอาศัยจุดแข็งที่บริษัทมีอยู่อย่างวัตถุดิบที่ใช้ในส่วนผสมของอาหาร เช่น สี กลิ่น รส ซึ่งประเทศอินเดียถือเป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีน โดยคาดว่าการร่วมทุนครั้งนี้จะเข้าไปเน้นตลาดวัตถุดิบสวนผสมอาหารคุณภาพสูงให้กับการผลิตอาหารทะเล เนื้อไก่และเนื้อสัตว์อื่นๆ จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 29.00 บาท อิง PER 2565 ที่ 40x และคงกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 428 ล้านบาท ลดลง 18% และปี 2565 ที่ 1,450 ล้านบาท โต 238% โดยปี 2565 กำไรจะโตแบบก้าวกระโดดจากกัญชง ปัจจุบัน RBF เทรด PER 2565 อยู่ที่ 27x (เทียบเท่า 3-year average PER)

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้