STA ปัจจัยบวกยังมีอีกเพียบ! SCBS เล่นก็ได้ แต่ต้องมีจุด CUT
สินค้าโภคภัณฑ์ มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เพราะความต้องการใช้สินค้าพวกนี้ทั่วโลกเพื่อนำไปผลิตในซัพพลายเชน ของประเทศตนเองก็เพิ่มขึ้นไปด้วย โดยราคาสินค้าอย่างน้ำตาล ยางพารา และน้ำมัน ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ ดังนั้นครั้งนี้เราจะพามาดูยางพารา ที่ก่อนหน้านี้มีอัตราการเติบโตโดดเด่นอย่าง STA
STA ถือเป็นหุ้นที่ได้รับผลบวกจาก COVID-19 อย่างแท้จริง เพราะดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจร (Full Supply Chain) ในหลากหลายประเทศ เริ่มตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำการทำสวนยางพาราในประเทศไทย ธุรกิจกลางน้ำการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ ทั้งยางแท่ง (TSR) ยางแผ่นรมควัน (RSS) และน้ำยางข้น (Concentrated Latex) รวมถึงธุรกิจปลายน้ำในการผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยาง และสินค้าสำเร็จรูป อาทิ ท่อไฮดรอลิกแรงดันสูง
เห็นได้จากในช่วงที่ COVID-19 ระบาดอย่างรุนแรง ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (20 ต.ค.63) ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 227.50% หรือปิดการซื้อขายในวันดังกล่าวที่ 32.75 บาท จากราคาปิดสิ้นปี 62 ที่ 10.00 บาท เพิ่มขึ้นมากสุดของหุ้นกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
สะท้อนกับความต้องการถุงมือยางที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากครึ่งปีแรกของปี 63 รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 1,947.85 ล้านบาท จากทั้งปี 2562 ที่มีผลขาดทุนระดับ 148.54 ล้านบาท และตัวเลขกำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 63 เกือบทำได้เท่ากับทั้งปี 61 ที่มีกำไรสุทธิ 2,064.36 ล้านบาท
เห็นตัวเลขผลประกอบการแล้วคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นไปจนถึงเพียงนี้ แต่แน่นอนว่าโรคระบาดอย่าง COVID-19 ย่อมมีการผ่อนคลายลง ไม่เร็วก็ช้า และขึ้นอยู่กับว่าวัคซีนต้าน COVID-19 จะเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน และบังคับใช้ได้อย่างแน่นอนเมื่อไหร่กันแน่
ล่าสุดพี่เอกภาวิน สุนทราภิชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ได้ออกมาพูดผ่านรายการ wealthy talk โดยมีบางช่วงบางตอนบอกว่า กลุ่มยางพาราเป็นตัวเก็งกำไรระยะสั้น โดย STA และ STGT จะเล่นในประเด็นถุงมือยาง แต่ถ้ามีวัคซีนแล้ว ดีมานด์ก็จะน้อยลง ดังนั้นราคาก็ระวังว่าจะเป็นภาพของการเล่นปลายรอบ ซึ่งพูดง่ายๆว่าหุ้นกลุ่มนี้ หากจะเล่น ก็เล่นได้ แต่ต้องมีจุด CUT เพราะราคาขึ้นไปเยอะแล้ว ถ้าหุ้นปรับฐานแล้วไม่ CUT เราจะติดดอยได้ง่ายๆ ซึ่งต้องระวัง
แต่ดูเหมือนว่า STA จะยังมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (บล.เอเชียพลัส) บอกว่า STA จะได้รับปัจจัยบวกจากราคายางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีโอกาสเข้า SET50 อีกด้วย จึงให้ราคาเป้าหมายที่ระดับ 40 บาท
ทั้งนี้ยังบอกอีกว่า Valuation น่าสนใจเข้าลงทุน โดยทิศทางธุรกิจหลักยังเดินหน้าเติบโตในงวดครึ่งหลังปี 2563 ทั้งในส่วนของธุรกิจถุงมือยาง และยางพารา จึงยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ที่ระดับ 6,900 ล้านบาท พริกเป็นกำไรได้หลังจากปี 2562 ที่มีผลขาดทุนดังที่กล่าวไปข้างต้น
แม้ปี 2563 จะมีกำไรสุทธิเติบโตอย่างอย่างโดดเด่น แต่ในปี 2564 ก็ยังจะมีอัตราการเติบโตได้อีก โดย บล.เอเชียพลัส ได้ประเมินว่ากำไรสุทธิปี 2564 จะยังเติบโตต่อเนื่องอีก 22.3% จากปี 2563 เป็นผลมาจากธุรกิจถุงมือยางที่ยังโดดเด่น รวมทั้งธุรกิจยางพาราที่ฟื้นตัว จากการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่ลดลง ดังนั้นมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันมี Valuation ที่น่าสนใจ โดยมีค่า PER เพียง 6 เท่า พร้อมทั้งคาดหวังอัตราผลตอบแทนของเงินปันผลที่ 5% ต่อปี จึงแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 40 บาท
เช่นเดียวกันดับ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ที่คงแนะนำ “ซื้อ” กลุ่มผู้ประกอบการถุงมือยางและยางธรรมชาติ ทั้งนี้เราคงคำแนะนำ“ซื้อ” STA ราคาเป้าหมาย 41.00 บาท โดยบอกว่า ราคายางอยู่ในระดับสูงจากความต้องการถุงมือยางที่มีต่อเนื่อง ราคายางปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องอยู่ที่ 148.5 cent/kg.(+36% QTD) ในตลาด SICOM ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ ก.ค.2019 โดยปัจจัยที่หนุนเข้ามาในช่วงนี้คือ ความต้องการถุงมือยางที่ปรับตัวขึ้นเพิ่มขึ้นมากจากการกลับมาระบาดของ COVID-19
นอกจากนี้เกิดเหตุการณ์สหรัฐฯ ระงับทดลองวัคซีน COVID-19 แอนติบอดีรักษาชั่วคราว ป่วยไม่รู้สาเหตุหวั่นไม่ปลอดภัย และเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2563 มีรายงานว่า ผู้ผลิตยาของสหรัฐฯ อีไล ลิลลี (Eli Lilly) ประกาศ ระงับทดลองแอนติบอดีสำหรับรักษาโรค COVID-19 ชั่วคราว เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยเช่นกัน
ดังนั้นจึงมีมุมมองเป็นบวก คาดส่งผลดีต่อผู้ประกอบการยางและถุงมือยาง เพราะความต้องการถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาระบาดอีกครั้งของ COVID-19 รวมถึงการที่การทดลองวัคซีนยังไม่ค่อยได้ผลในขณะนี้ กระตุ้นให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของการป้องกันตนเองอย่างเข้มงวดมากขึ้น ทำให้ความต้องการถุงมือยางยังคงเพิ่มขึ้นมาก
ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งโดยประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดผู้รับซื้อยางรายใหญ่ของโลก มีมาตรการสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตรถยนต์ทำให้ยอดสั่งซื้อยาง เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตล้อยางและชิ้นส่วนต่างๆ เพิ่มขึ้น ราคายางยังมีแนวโน้มที่ดีในไตรมาส 3 และ 4 จากผู้ประกอบการล้อยางรถยนต์กลับมาเดินการผลิตได้มากขึ้นประมาณ 70-80% โดยราคายางแท่งยังอยู่ในระดับใกล้กับสมมติฐานของเราที่ 42 บาทต่อกก. แต่หากครึ่งหลังปี 63 ยังอยู่สูงในระดับ 43-45 บาทต่อกก. โดยตลอด มีโอกาสที่ราคายางจะสูงกว่าสมมติฐาน และอาจจะปรับประมาณการขึ้น
ทั้งนี้คงกำไรสุทธิของ STA ในปี 2563 อยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนในปีก่อน 149 ล้านบาท และคงกำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท (+5% YoY) โดยราคาหุ้นและราคายางมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างมาก) STA จึงมีโอกาสได้รับผลดีจากราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้น
