ส่องผลงาน “9 หุ้นแบงก์ใหญ่” ไตรมาส 3 ระยะสั้นโบรกฯ เชียร์ซื้อยกแผง!!!!
ผลประกอบการหุ้นแบงก์ขนาดใหญ่ ประกาศครบหมดแล้ว ซึ่งภาพรวมหุ้นกลุ่มธนาคาร นำโดยธนาคารขนาดใหญ่ที่มีมาร์เก็ตแคปสูง ล้วนได้รับผลกระทบจาก “การตั้งสำรอง” เพื่อรับมือกับภาวะวิกฤติและผลกระทบจากการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในไตรมาส 3 นี้ จะเป็นไตรมาสที่ธนาคารได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19
อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 3/63 จะลบ แต่ยังไม่แย่เท่าที่คาดการณ์ ซึ่งหุ้นทั้ง 9 ตัว ประกอบด้วย TISCO, BBL, KBANK, BAY, SCB, KTB, TMB, CIMB และ KKP นักวิเคราะห์มองตรงกันว่า ในไตรมาส 3 นี้ ส่วนใหญ่ธนาคารได้ตั้งสำรองเพื่อรับมือความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจไปแล้ว ประเมินว่าในไตรมาส 4 การตั้งสำรองจะลดลง ประกอบกับธนาคารมีการปรับกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์
TISCO ยังครองแชมป์หุ้นแบงก์
เริ่มจากธนาคารทิสโก้ หรือ TISCO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 1,611,53 ล้านบาท ปรับลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า TISCO ตั้งอัตราส่วนการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญต่อสินเชื่อรวม (credit cost) ที่ 1.2-1.5% ต่ำกว่าตัวเลขของเราที่ 1.34% โดย Credit cost อยู่เพียงแค่ 1.1% ในไตรมาส 3/63 เทียบกับ 1.46% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 จากการที่ผู้บริหารได้กำหนดมาตรฐานการอนุมัติเงินกู้ที่เข้มงวดขึ้น เพื่อเร่งการตัดหนี้สูญ จึงคาดว่า ณ สิ้นปี 2563 สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อคาดว่าจะต่ำกว่า 3.0%
จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น TISCO เพราะมองว่า อัตราการปล่อยสินเชื่อจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/63 ขณะที่ “มาตรการพักชำระหนี้” คิดเป็น 10% ของพอร์ตสินเชื่อรวมเท่านั้น กระทบส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย และยังมั่นใจว่า TISCO จะยังคงจ่ายปันผลได้สูงเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มอง TISCO เป็นหุ้นเด่น เงินกองทุนแกร่ง กำไรดี และปันผลสูง ซึ่งแผน Stress Test ของแบงก์ชาติที่ให้ธนาคารพาณิชย์จัดทำแผนรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจ จะทราบผลในช่วงสิ้นเดือนต.ค.นี้ ประเมินว่า TISCO จะสอบผ่าน เนื่องจาก TISCO มีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งที่สุดในระบบธนาคาร จึงแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 86 บาท (ปัจจุบันมีอัพไซต์ประมาณ 26%)
ต่อมาธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 4,017 ล้านบาท ปรับลดลง 57.4% YoY จากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของธนาคารเพอร์มาตา และประมาณการค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการควบรวมสาขาในอินโดนีเซีย โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แม้กำไรสุทธิ YoY จะลดลง แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) กำไรสุทธิ BBL ดีขึ้น 29.8% จากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น และการตั้งสำรองในอัตราที่ลดลง ส่วนสินเชื่อและ NPL อยู่ในระดับทรงตัว จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” แม้ว่าจะปรับราคาเป้าหมายเหลือเพียง 115 บาท
หุ้น SCB ผ่านจุดต่ำสุดของปี
ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 4,641 ล้านบาท ปรับลดลง 69% YoY จากการตั้งสำรองปกติที่สูงขึ้นในไตรมาสนี้ นอกจากนี้สาเหตุที่กำไรสุทธิปรับลดลงมาก เป็นผลจากฐานที่สูง YoY จากการรายการกำไรพิเศษจากการขายหุ้นในบริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ช่วงสั้นตลาดจะตอบสนองเชิงลบกับผลดำเนินงานที่อ่อนแอ แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่า เป็นจุดต่ำสุดของ SCB ในปีนี้ คาดกำไรจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 4/63 หลัง SCB ตัดสินใจเร่งตั้งสำรองและปรับชั้นลูกหนี้แบบเข้มงวดไปแล้วในไตรมาสปัจจุบัน ส่วนราคาหุ้นปรับลงจนมี Upside 36.3% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2564 ที่ 83.50 บาท และจ่ายปันผลอีก 8% จึงคงแนะน า “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 83.50 บาท
ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 3,676 ล้านบาท ลดลง 47.8% YOY โดยในไตรมาสนี้ ธนาคารกรุงไทยได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 12,414 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 103.6% จากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ ทั้งนี้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ลดลง 15.6%
นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า สินเชื่อในไตรมาส 3/63 จะโตไม่เท่ากับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ NPL น่าจะเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาพื้นฐาน 11.70 บาท เนื่องจากประมาณการกำไร KTB ปีนี้ไว้ที่ 25,000 ล้านบาท โดยกำไรช่วง 9 เดือนแรกคิดเป็น 65% ของทั้งปี
ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 6,679 ล้านบาท ปรับลดลง 32.81% จากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้สถาบันการเงิน และอื่นๆ ซึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายในบริษัท
นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรในไตรมาส 4/63 ของ KBANK จะปรับตัวลดลง 39% YoY เนื่องจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้น กำไรจากการลงทุนที่ลดลง และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ซึ่งนักวิเคราะห์ยังแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 99 บาท เนื่องจากมองว่า คุณภาพสินทรัพย์ของ KBANK จะใช้เวลาในการปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และธนาคารหันมาเน้นคุณภาพสินเชื่อ SME ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีโอกาสสูงทีจะทำการสำรองหนี้สูญสูงกว่าที่คาดไว้
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 6,199 ล้านบาท ลดลง 7.1% YoY ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และการเพิ่มขึ้นของการตั้งสำรอง เพื่อรองรับการด้อยลงของคุณภาพของสินเชื่อ สอดคล้องกับการชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจ
ธนาคารทหารไทย หรือ TMB รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 1,619 ล้านบาท ลดลง 23.3% YoY จากการตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัวจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า สินเชื่อ TMB ในไตรมาส 3/63 ปรับลดลงทั้ง YoY และ QoQ จากสินเชื่อบรรษัทที่มีการชำระคืน ขณะเดียวกันสินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัว ส่วนสินเชื่อรายย่อยลดลงเล็กน้อย ส่งผลให้ NPL ปรับลดลงด้วย เหลือ 2.33% จาก 2.34% ในไตรมาสก่อน เพราะฉะนั้นหุ้น TMB จึงเป็นหุ้นอีกตัวที่แนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาพื้นฐานเหลือเพียง 1.05 บาท
ผลประกอบการไตรมาส 3 ของ KKP ออกมาสวนทางนักวิเคราะห์คาดไว้
ธนาคารเกียรตินาคิน หรือ KKP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 1,347 ล้านบาท ลดลง 16.3% YoY ซึ่งแม้ว่าบริษัทยังได้กำไรจากธุรกิจตลาดทุน แต่ธนาคารพิจารณาการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต ตามหลักความเสี่ยง เพื่อรองผลกระทบจากสถานการณ์ความแน่นอนที่เกิดการจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ปริมาณการตั้งสำรองในไตรมาสนี้จึงเพิ่มสูงขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง มองว่า KKP ผลประกอบการออกมาดีกว่าที่คาดไว้ สินเชื่อ ณ สิ้นเดือน ก.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.0% QoQ และ 8.5% ในช่วงตั้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ทั้งนี้หากแยกตามประเภทสินเชื่อพบว่า สินเชื่อรายและสินเชื่อบรรษัทขยายตัว แต่ในทางกลับกัน สินเชื่อ SME ปรับตัวลดลง 5.2% QoQ และสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ลดลง 2.9% QoQ ในภาพรวมจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 46 บาท
ขณะที่ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/63 ที่ 81.657 ล้านบาท ปรับลดลง 77.33% อย่างไรก็ตามถ้าดูผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกพบว่า กำไรสุทธิของ CIMBT ยังเพิ่มขึ้น หรืออยู่ที่ 1,467.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 46.3% YoY
แม้ว่าในระยะสั้นหุ้นแบงก์ยังมี Upside และนักวิเคราะห์ยังแนะนำให้ซื้อและทยอยสะสม แต่ “หนี้เสีย” หรือผลกระทบของผู้บริโภค ยังไม่ได้รับรู้ในไตรมาสนี้ จะต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ซึ่งกว่าจะเห็นผลกระทบ ก็อาจจะเป็นช่วงต้นปี 2564 นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลก่อนลงทุน โดยเฉพาะในภาวะที่ SET INDEX มีโอกาสหลุดแนวรับสำคัญ 1,200 จุด จากความผันผวนทั้งการเมืองในประเทศ และสถานการณ์การระบาด Covid-19 รอบสองในต่างประเทศ
