Official Update :

โพยหุ้นแห่งความรัก เน้นหุ้นใหญ่ ที่กำลังจะฟื้นตัวแล้ว

เข้าสู่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์กันแล้ว หลายๆคนก็คงจะแฮปปี้ไปตามๆกัน เพราะถือเป็นเดือนแห่งความรักที่คนมีคู่ค่อนข้างสวีท จนคนโสดหลายๆคนต่างอิจฉา แต่ในแวดวงตลาดทุนบางทีก็ไม่แฮปปี้เสมอไป เพราะมีเรื่องเข้ามากระทบไม่เว้นแม้แต่ละวัน ไม่ว่าจากปัจจัยภายนอกประเทศ หรือภายในประเทศ


อย่างในแวดวงราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับสูง แน่นอนว่าเป็นผลดีกับหุ้นที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องน้ำมัน แต่ในทางกลับกัน ก็เป็นผลเสียต่อหุ้นที่มีน้ำมันเป็นต้นทุนหลักอีกด้วย ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปห์ดานี้ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)


ดังนั้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จะมีหุ้นอะไรน่าติดตาม Wealthy Thai รวบรวมมาให้แล้ว สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า มุมมองตลาดหุ้น เดือนกุมภาพันธ์ โดยมองว่าจะแกว่งตัวในกรอบ แต่หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรขึ้นต่ออาจจะทำให้ดัชนีฯ มีความเสี่ยงทางลงได้อีก


ในเดือนกุมภาพันธ์ ตลาดหุ้นไทยน่าจะผันผวนน้อยกว่าในเดือนมกราคม เพราะตลาดการเงินทั่วโลกตอบรับท่าที hawkish ของ Fed และความเป็นไปได้ที่ FOMC อาจจะขึ้นดอกเบี้ยถึงห้าคร้ังในปีนี้เพื่อ สกัดเงินเฟ้อไปมากแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีกำหนดการประชุม FOMC ในเดือนนี้ ดังนั้นภาวะตลาดที่เป็นลบจากประเด็น Fed น่าจะลดลง อย่างไรก็ตาม โดยมองว่า upside ของตลาดไทยในเดือนนี้ยังจำกัด เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


โดยนักเศรษฐศาสตร์ของฝ่ายวิจัย ประเมินว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และไทยจะขยับขึ้นต่อในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลลบต่อการประเมินมูลค่าหุ้นในตลาด ทั้งนี้หากใช้สมมติ ฐานว่าอัตราผลอตอบแทนพันธบัตรไทย อายุ 10 ปีขยับเพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในปัจจุบันเป็น 2.5%


การวิเคราะห์ earnings yield gap (EYG) ชี้ว่าดัชนี้ SET อาจจะปรับลดลงไปที่ระดับ 1,600 จุด หรือต่ากว่ำนั้น แต่มองว่าจะเป็นโอกาสให้นักลงทุนระยะกลางเข้าซื้อหุ้น และเนื่องจากฝ่ายวิจัยมองว่าตลาดอาจจะย่อตัวลงมากเกินความคาดหมายในเดือนนี้ได้ถ้าหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงวิ่งขึ้นต่อในสัปดาห์นี้


จึงยังคงชอบหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้นขนาดกลางหรือเล็ก และเนื่องจากระดับราคาหุ้นขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ใน SET ยังอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล ดังนั้นจึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนักจากแนวโน้มการขึ้้ึนดอกเบี้ย และการถูกนักวิเคราะห์์ในตลาด derate มูลค่าเหมาะสม


ธีมหุ้นแนะนําเดือนกุมภาพันธ์ ยังคงเน้นหุ้นตัวใหญ่ เนื่องจากมี valuations ตํ่ากว่าหุ้นตัวเล็ก และ ได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากประเด็นดอกเบี้ยขาขึ้น โดยมุมมองในกรณีฐานของฝ่ายวิจัยคือตลาดน่าจะปรับฐานในเดือนนี้ และมองว่าตลาดยังมี downside อีกถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอีกอย่างมีนัยสำคัญั


ดังนั้น พอร์ตหุ้นเดือนกุมภาพันธ์ของฝ่ายวิจัยจึงไม่มีหุ้นขนาดกลางและเล็กเลย และเน้นไปที่หุ้นใหญ่ล้วน ๆ ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยมองว่ามีหุ้นห้าต้วที่ราคาหุ้นยัง laggard และน่าจะฟื้นตัวได้ดี ได้แก่ AOT*, CPALL*, CRC*, MINT* และ PTT* นอกจากนี้ยังเลือกหุ้นธนาคารใหญ่อย่างเช่น BBL* และ KBANK* เข้ามาไว้ ในพอร์ตหุ้นในเดือนนี้ด้วยจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศที่ยงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง


จากหุ้นเด่นที่นักวิเคราะห์แนะนำข้างต้น หากเข้ามาสำรวจราคาเป้าหมาย IAA Consensus (Average) พบว่า AOT อยู่ที่ระดับ 71.18 บาท, CPALL อยู่ที่ระดับ 71.92 บาท, CRC อยู่ที่ระดับ 38.50 บาท, MINT อยู่ที่ระดับ 37.32 บาท, PTT อยู่ที่ระดับ 45.80 บาท, BBL อยู่ที่ระดับ 159.6 บาท และ KBANK อยู่ที่ระดับ 175.1 บาท



สำรวจพื้นฐานของหุ้นรายตัว

AOT โดยบริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จุดต่ำสุดคาดว่าผ่านไปแล้วในปี 2564 และจะดีขึ้นเรื่อย ๆ จากผลกระทบ COVID-19 ที่น่าจะลดลงและการดำเนินธุรกิจเป็นปกติมากขึ้น ทำให้ในปี 2566 จะกลับมามีกำไรได้ จึงปรับใช้ราคาพื้นฐานไปปี 2566 ที่ 68 บาท ยังมี upside จึงยังคงคำแนะนำ “ทยอยซื้อ”


CPALL โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า CPALL ได้ผลบวกชัดเจนจากการเปิดเมืองเนื่องจากเป็นผู้นำตลาดทั้งธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่ง และร้านค้าปลีก SSSG ร้านเซเว่นฯ ฟื้นตัว รวมทั้งได้อานิสงส์จากเงินเฟ้อ ส่วนแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/64 ค่อนข้างสูงจากการบันทึกกำไรพิเศษจากการแลกหุ้น โดยอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการสะท้อนการปรับโครงสร้างการถือหุ้น MAKRO และโลตัส คงคำแนะนำ ซื้อ CPALL ราคาเป้าหมาย 68 บาท


CRC บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เผยว่า แนะนำขึ้น เป็นซื้อ ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 42 บาท โดยเชื่อว่าเส้นทางการฟื้นตัวของกำไร CRC ค่อนข้างราบรื่นจากจุดนี้ คาดการณ์กำไรปี 65 สูงกว่าตลาด 32% จึงเชื่อว่ามีโอกาสที่ตลาดจะปรับคาดการณ์กำไรขึ้นหลังความไม่แน่นอนในประเด็น Selfridge และ Omicron เริ่มหมดลง


MINT บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เผยว่า แนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 32.00 บาท แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวแรกในยุโรป แต่เรายังคงระวังโมเมนตัมการฟื้นตัวเนื่องจากแต่ละประเทศไม่ได้ผ่อนคลายข้อบังคับอย่างใน UK เช่น เยอรมันนีและฝรั่งเศสที่จะเริ่มผ่อนคลายข้อบังคับในก.พ.หรือหลังจากนั้น จากความไม่แน่นอนนี้ จึงคงคำแนะนำ ถือโดยมีแนวโน้มเชิงลบต่อคาดการณ์กำไรและราคาเป้าหมายของฝ่ายวิจัย


PTT บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เผยว่า PTT มีส่วนลด 30% จาก NAV เทียบกับเฉลี่ย 10% ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ส่วนลดที่ระดับนี้สะท้อนว่าดาวไซด์จำกัด และ valuations อยู่ในระดับที่น่าสนใจหากมองจากกระแสเงินสดของ PTT ที่เริ่มดีขึ้น (2.56 แสนล้านบาท, 3.31แสนล้านบาท และ 3.81 แสนล้านบาท ในปี 64-66) และ ROE ที่เพิ่มขึ้น (11.8%, 13.6%, และ 13.7% ในปี 64-66) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 47 บาท


BBL บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เผยว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 152 บาท โดยแนวโน้มกำไรปี 2565 ภายหลังปรับปรุงประมาณการ เติบโต 9% จากปีก่อน จากคาดการณ์ ECL ลดลง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและ Coverage Ratio ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/64 ในระดับสูงที่ 226% (ค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 163%) ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมฯ แม้ปี 2565 ยังไม่เด่นจากฐานสูงเพราะ Capital market แต่ระยะยาวมีแรงหนุนจาก Wealth management หลังจับมือเป็นพันธมิตรกับ Pictet Group ตั้งแต่ไตรมาส 4/64


KBANK โดยบริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การเน้นปล่อยสินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อ SME ทำให้คาดว่าผลตอบแทนสินเชื่อของ KBANK จะสูงกว่าที่ทางฝ่ายคาดไว้เดิม ทางฝ่ายได้ปรับประมาณการผลตอบแทนสินเชื่อของ KBANK ในปี 64 ขึ้นและทำให้ประมาณการกาไรเพิ่มขึ้น เป็น 42 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% จากปีก่อน และคาดว่าจะมีการจ่ายปันผล 5.25 บาท/หุ้น ส่วนปี 64 คาดว่า KBANK จะมีการจ่ายปันผล 4.75 บาท/หุ้น โดยมีการจ่ายระหว่างกาลแล้ว 0.50 บาท/หุ้น จากการปรับประมาณการกาไรปี 65 ขึ้น ส่งผลให้ราคาพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นด้วยเป็น 176 บาท จากเดิมที่ 170 บาท ยังคงมีส่วนต่างเหลือพอสมควรจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ”



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”