FETCO ชี้หากยุบสภาปีนี้ไม่กระทบ SET เชื่อดัชนีตลาดหุ้น มีโอกาสทะยาน 1,800 จุด
จากประเด็นการเมืองภายในประเทศกำลังร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็นการย้ายสังกัดพรรคต่างๆ ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามว่า “เป็นสัญญาณ” เข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่หรือไม่ ล่าสุด นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ในช่วงของการเลือกตั้งเศรษฐกิจจะคึกคัก เช่นเดียวกับตลาดหุ้นที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น
โดยเชื่อว่านักลงทุนที่ลงทุนในประเทศไทย ก็คงคุ้นเคยกับความเสี่ยงการเมืองอยู่แล้ว แต่หากมองในเชิงบวก เศรษฐกิจมักจะคึกคักมากขึ้น มีการจับจ่ายใช้สอย มีการหาเสียง โดยในปีที่เลือกตั้งส่วนใหญ่ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหากมองผลกระทบต่อตลาดหุ้น มักจะไม่กังวลอะไร ถ้าหากเป็นมุมมองที่สะท้อนต่อตลาดอยู่แล้ว และเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่มองจะมีการยุบสภาภายในปี 65
“หากมีการยุบสภาจริง มีการเลือกตั้งใหม่ เชื่อว่าตลาดหุ้นจะไม่ถูกกระทบมากนัก เพราะนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยคุ้นเคยดีกับปัจจัยเรื่องของการเมือง อย่างตอนเลือกตั้งใหม่ๆ รัฐบาลนี้มีเสียงปริ่มน้ำมาก แต่ก็บริหารประเทศได้ เชื่อว่านักลงทุนไม่ตื่นตระหนกในปีนี้ และให้น้ำหนักไปยังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่า”
ขณะที่ปีนี้เศรษฐกิจมีโอกาส outperform เศรษฐกิจโลก เนื่องจากตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงได้ประโยชน์จากนโยบายต่างๆในช่วงที่ผ่านมา โดยวิกฤตโควิดอุตสาหกรรมที่โดนกระทบอย่างหนัก คือ ท่องเที่ยว ดังนั้นเมื่อโควิดจะกลายเป็นโลกประจำถิ่น ภาคการท่องเที่ยว จะกลับมาดีขึ้น
“มองในช่วงครึ่งปีหลัง 2565 มีโอกาสเห็นดัชนีแตะ 1,800 จุด เนื่องจาก ในช่วงครึ่งปีแรกอาจจะมีความไม่แน่น่อนในเรื่อง Test & Go เรื่องความมั่นใจการท่องเที่ยว และนโยบาย QT ของเฟด โดยหากดูในอดีตช่วงที่มีการขึ้นดอกเบี้ย ก่อนขึ้นและหลังขึ้นมักจะเป็นแบบนี้ แต่หากดูตลอดทั้งปีหลังจากที่มีการขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นโลกปรับขึ้นเฉลี่ย 6% จึงมองครึ่งแรกแม้ตลาดไม่ได้ซบเซาแต่ก็ขึ้นไม่มาก แต่ถ้าเข้ามาในครึ่งหลังแล้ว ประเด็นต่างๆน่าจะสะท้อนในราคา ประกอบกับเรื่องการท่องเที่ยวในประเทศจะมีภาพที่ชัดเจนขึ้น ท่องเที่ยวจะมาขนาดไหน โควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่นได้จริงหรือไม่”นายไพบูลย์ กล่าว
ส่วนประเด็นภาษีได้เข้าพบรัฐมนตรีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยท่านบอกว่าอยู่ในขั้นตอนการศึกษา และได้รับฟังสิ่งที่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่มีต่อสภาพคล่องจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณา จึงยังไม่ได้ข้อสรุปแต่อย่างใด แต่หากใช้จริง คาดกระทบสภาพคล่องโดยรวมหายไป 40%
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนมกราคม 2565 พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 93.91 ปรับตัวลดลง 27.5% จากเดือนก่อนหน้าลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว”
โดยความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และแผนการกระจายวัคซีนป้องกัน Covid-19 สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนมกราคม 2565 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้ โดยดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (เมษายน 2565) อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (ช่วงค่าดัชนี 80-119) ปรับตัวลดลง 27.5% มาอยู่ที่ระดับ 93.91
ความเชื่อมั่นนักรายกลุ่มนักลงทุนสำรวจเดือนมกราคม 2565 พบว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มนักลงทุนบุคคลและกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศอยู่ในระดับ “ร้อนแรง” กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ในระดับ “ทรงตัว” ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับตัวลดลงอยู่ในระดับ “ซบเซา” หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด หมวดธนาคาร (BANK)
หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดประกันภัยและประกันชีวิต (INSUR) ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED
“ผลสำรวจ ณ เดือนมกราคม 2565 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนบุคคลปรับลด 4.6% อยู่ที่ระดับ 121.74 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 8.3% อยู่ที่ระดับ 108.33 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 2.9% อยู่ที่ระดับ 125.00 และความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับลด 64.3% มาอยู่ที่ระดับ 50.00
ในช่วงเดือนมกราคม 2565 SET Index เคลื่อนไหวในกรอบแคบอยู่ระหว่าง 1,634.17—1,680.02 จุด โดยดัชนีมีความผันผวนในช่วงต้นเดือนจากความกังวลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดและมีแนวโน้มปรับขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งความกังวลต่อจำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่เพิ่มขึ้นหลังเทศกาลปีใหม่ ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐชะลอการรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนมกราคม SET Index ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกหลังผลการประชุม FED จากความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดย SET Index ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 ปิดที่ 1,648.81 จุด ปรับตัวลดลง 0.5% จากเดือนก่อนหน้า
ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์โอมิครอนซึ่งยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศเนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น ผลต่อนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นในสหรัฐอเมริกาจากการที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
โดย FED มีแผนปรับลด QE เร็วขึ้น ซึ่ง QE Taper จะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2565 ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพคล่องในระบบการเงินโดยอาจปรับลดลงเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ และ FED มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยอีกหลายครั้งในปีนี้ ปัญหาการขาดแคลนพลังงานในยุโรปซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เงินเฟ้อในยูโรโซนปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยุโรปมีแผนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเช่นเดียวกับธนาคารกลางจีน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความขัดแย้งในหลายประเทศที่ต้องจับตามอง เช่น รัสเซีย—ยูเครน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นต้น ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นซึ่งส่งผลต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การผ่อนคลายมาตรการของภาครัฐต่อการเปิดรับนักท่องเที่ยว รวมถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ
