คำทำนาย อนาคตหุ้น “DELTA” โอกาสธุรกิจ และราคาเหมาะสมอยู่ที่เท่าไหร่
หุ้นน้องเดล หรือ DELTA บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยังคงเป็นที่พึ่ง ช่วยดันดัชนีตลาดหุ้นไทยได้อยู่เสมอ ซึ่งในช่วง 5 วันย้อนหลังวันทำการที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค. จนถึงวันที่ 4 ม.ค.65 ราคาหุ้น DELTA ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปิดตัวในแดนบวกต่อเนื่องได้เช่นกัน โดยในช่วง 5 วันทำการดังกล่าวราคาหุ้น DELTA เพิ่มขึ้นกว่า 19.88% และมีมูลค่าการซื้อขายอย่างหนาแน่นตลอด 5 วันทำการ
ก่อนหน้านี้คงจะเป็นที่รู้กันดีกว่าหุ้น DELTA ถูกปลดออกจาก SET50 แล้วนั้น คงจะหมดความน่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตามหุ้น DELTA ยังคงเป็นหุ้นใหญ่ ใจถึงที่พึ่งได้เมื่อยามที่ตลาดต้องการบวก ขณะเดียวกันหากจะพูดถึงความเหมาะสมของราคาหุ้น DELTA ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่นั้น ก็มีนักวิเคราะห์หลายแห่งให้ราคาเหมาะสมไว้อย่างแตกต่างกัน โดยจะมีราคาเหมาะสมอยู่ที่เท่าไหร่ และปัจจัยพื้นฐานจะเป็นอย่างไรบ้าง
กลยุทธ์และโอกาสในปี 65
โดย Wealthy Thai ขออนุญาตยกตัวอย่างข้อมูลเชิงพื้นฐานและความเหมาะสมของราคาหุ้น พร้อมทั้งคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ระดับชั้นนำแถวหน้าของเมืองไทยมาให้ชมกัน โดยเริ่มกันที่ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า DELTA วางเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯปี 2565 ในกรอบที่เพิ่มขึ้น 10%-20% จากปีก่อน โดยเป็นผลเติบโตจากสินค้ากลุ่ม Data Center ขณะที่สินค้ากลุ่ม EV Business จะยังได้รับผลกระทบในไตรมาส1/65 แต่อย่างไรก็ตามจะเริ่มฟื้นตัวแรงตั้งแต่ไตรมาส2/65 เป็นต้นไป
ขณะที่การสร้างโรงงานใหม่ที่นิคมบางปู เพื่อขยายกำลังการผลิต EV Business ได้เลื่อนแผนการก่อสร้างมาเริ่มใน ไตรมาส2/65 ซึ่งคาดแล้วเสร็จในช่วงสิ้นปี 65 โดยผลของการล่าช้าคาดว่าจะไม่กระทบกับ Capacity ในปี 65 ที่เพียงพอรองรับเป้าหมายยอดขายที่ระดับ 10%-20% แต่จะกระทบปี 2566 หากยังขึ้นไม่เสร็จภายในปี 2565
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า DELTA ยังตั้งเป้ารายได้ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 5 ปี ข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15-20% ต่อปี โดย DELTA เตรียมสร้างโรงงานใหม่ที่บางปู(คาดว่าจะแล้วเสร็จสิ้นปี 65) เพื่อรองรับแนวโน้มคำสั่งซื้อที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด คาดยอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3% ในปี 65 เป็นตามเป้าของบริษัทที่วางไว้ 3 – 3.3 พันล้านดอลลาร์ หนุนโดยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 17% ของกลุ่ม EV และ Data Center พร้อมทั้งกำลังการผลิตของโรงงานที่ฉะเชิงเทราที่เพิ่มขึ้น, อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นจากการผลักภาระและควบคุมต้นทุนบริษัทตั้งเป้ารายได้แตะ 5 พันล้านดอลลาร์ใน 5 ปีแ ละขยายการดำเนินงานที่อินเดีย 3 เท่า
ผลงานจะออกมาอย่างไร
นักวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 65 เป็น 8.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากปีก่อน เพื่อใส่ผลกระทบของต้นทุนที่ยังสูงอย่างน้อยในช่วงครึ่งแรกของปี 65 โดยต้นทุนมีแรงกดดันจาก Material Shortage ซึ่งกลยุทธ์ปี 65 จะบริหารจัดการระดับสต็อก ซึ่งไม่เร่งผลิตให้ลูกค้าเพื่อรับรู้ ยอดขายอย่างปี 64 และลดการขนส่งด้าน Air Freight หรือผลักภาระต้นทุนให้ลูกค้าที่ ต้องการสินค้าเร่งด่วนแทนการแบกรับต้นทุนค่าขนส่งไว้เอง
เช่นเดียวกันกับบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ที่มองว่า กำไรสุทธิปี 65 ของ DELTA จะอยู่ที่ระดับ 8 พันล้านบาท จากแนวโน้มรายได้รวมเติบโต 9.3% จากปีก่อนตามอุตสาหกรรม Data center และ EV car ที่ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 23.1% จาก Product mix ที่ดีขึ้น และทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
เบื้องต้นคาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/65 จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากงวดไตรมาส4/64 จากแนวโน้มรายได้รวมที่เติบโต อีกทั้ง ยังคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะฟื้นตัวต่อเนื่อง หนุนจากทิศทางค่าเงินบาทเฉลี่ยไตรมาส 1/65 ที่อ่อนค่า และคาดว่า DELTA จะสามารถผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นไปให้ลูกค้าได้บางส่วน
ราคาเหมาะสมที่คู่ควร?
ทาง นักวิเคราะห์บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ขึ้นเป็น 400 บาทต่อหุ้น อิง PER 60x หรือ +1.0SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี เราแนะนำ “TRADING”
ด้านของบล.เอเซีย พลัส กำหนดราคาเหมาะสมปี 65 เท่ากับ 190 บาท อิงวิธี DCF (WACC 11.6%) แม้แนวโน้มธุรกิจเติบโตระยะยาว แต่ราคาหุ้นปัจจุบันมี Valuation ที่แพง สะท้อนจากค่า PER ปี 65 ที่สูงถึง 62 เท่า จึงยังแนะนำขาย
และทางบล.ทิสโก้ จำกัด แนะนำให้ “ขาย” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 286 บาท อิง PER ที่ 33.8 เท่าสำหรับปี 65

